วันพุธที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2552

วันอังคารที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2552

ธปท.ยันยังไม่ขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย

จัดทำโดย นางสาว ชลาลัย เขมะอินธิชัย ID 5001103011

ธปท. ยันใช้นโยบายการเงินผ่อนคลายประคับประคองเศรษฐกิจไทยที่ยังฟื้นตัวเปราะบาง ระบุยังไม่มีความจำเป็นต้องขึ้นดอกเบี้ยนโยบายแม้ธนาคารกลางต่างประเทศจะ เริ่มปรับขึ้น วันนี้​(15 ก.ย.) นางธาริษา วัฒนเกส ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวเปิดงานสัมมนาวิชาการประจำปี 2552 ของธนาคารแห่งประเทศไทยให้หัวข้อ รับมือวิกฤตเศรษฐกิจโลก มองอนาคตเศรษฐกิจไทย ว่า ในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา มาตรการทางการเงิน และการคลังของทั่วโลกทำให้เศรษฐกิจโลกเห็นสัญญาณการทรงตัว และในประเทศไทยตัวเลขที่ดิ่งลงอย่างรุนแรงในช่วงที่ผ่านมาได้ปรับตัวดีขึ้น บางแล้ว แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า เศรษฐกิจไทย ได้ผ่านจุดต่ำสุดของเศรษฐกิจมาแล้ว แต่ต้องยอมรับว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย และเศรษฐกิจโลกยังคงเปราะบาง และมีความเสี่ยงในช่วงต่อไปในหลายเรื่อง “สำหรับความเสี่ยงที่จะต้องระวังเพื่อประคับประคองให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ไทยเกิดขึ้นได้ต่อเนื่อง คือ การเร่งการใช้จ่าย และการลงทุนในโครงการต่างๆ ของรัฐบาลที่เป็นเครื่องมือหลักในการสร้างอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจในขณะ นี้ จะต้องมีการบริหารจัดการให้ลงทุนได้ตามเวลาที่กำหนด เพื่อดึงดูดการลงทุนภาคเอกชนที่ยังคงขยายตัวต่ำมากในช่วงที่ผ่านมาให้ปรับ ตัวดีขึ้น ดังนั้น จึงต่อเนื่องไปถึงเสถียรภาพทางการเมืองของประเทศ และการรับมือต่อการชุมนุมกรณีต่างๆ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญที่กำหนดว่า รัฐบาลจะดำเนินมาตรการในการกระตุ้นเศรษฐกิจต่อไปได้อย่างไร” ผู้ว่าการธปท. กล่าวนางธาริษา กล่าวต่อว่า ในส่วนของการดำเนินนโยบายการเงินในช่วงต่อไป เพื่อที่จะช่วยประคองเศรษฐกิจที่ยังคงเปราะบางนั้น ธปท.ยังคงดูแลต่อเนื่อง ทั้งในส่วนของนโยบายอัตราดอกเบี้ย นโยบายอัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินบาท และการอำนวยความสะดวกในเรื่องสภาพคล่องทางการเงิน และช่องทางในการกระจายสินเชื่อของสถาบันการเงิน เมื่อพิจารณาจากสภาพคล่องของระบบการเงิน และอัตราเงินเฟ้อที่ยังไม่มีแนวโน้มที่จะปรับตัวสูงขึ้น คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) คงยังไม่มีความจำเป็นที่จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายในเร็วๆ นี้ แม้ธนาคารกลางต่างประเทศได้เริ่มปรับขึ้นกันบ้างแล้ว โดยอัตราดอกเบี้ยต่ำ ยังคงเอื้อต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจในระยะต่อไปขณะเดียวกัน ธปท.ยังคงดูแลค่าเงินบาทอย่างต่อเนื่อง โดยที่ผ่านมา แม้ว่าจะพิจารณาเทียบกับค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯค่าเงินบาทอาจจะแข็งค่าต่อ เนื่อง ซึ่งเป็นการเกิดขึ้นจากการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดสูงมากกว่า 1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ ในขณะที่การส่งออกขยายตัวติดลบ แต่การนำเข้าติดลบมากกว่า เพราะไม่มีการลงทุนใหม่ หรือการเพิ่มการสั่งซื้อวัตถุดิบ ผู้ว่าการธปท. กล่าวอีกว่า หากพิจารณาจากดัชนีค่าเงินบาทที่แท้จริง (NEER) ที่เป็นตัวชี้ความสามารถในการแข่งขันทางการค้าของประเทศ ค่าเงินบาทยังคงเกาะกลุ่มกับประเทศคู่แข่ง และธปท.จะดูแลให้เป็นเช่นนี้ต่อไป นอกจากนั้น หากในช่วงต่อไป การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก และเศรษฐกิจไทยเกิดขึ้นได้ต่อเนื่อง ขณะที่นโยบายการใช้จ่าย และการลงทุนของรัฐบาลทำได้ตามเป้า และมีการลงทุนของภาครัฐนำ ส่งผลให้มีการลงทุนของภาคเอกชนตามมา การนำเข้าจะเพิ่มขึ้น การเกินดุลบัญชีเดินสะพัดจะน้อยลง ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อค่าเงินบาทในระยะต่อไป

http://www.thairath.co.th/content/eco/33165

คำถาม

1."ธปท." ย่อมาจากคำว่าอะไร

2."neer" คืออะไร

3."ธปท." กล่าวเปิดงานสัมมนาในหัวข้อเรื่องอะไร

วันอังคารที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2552

โบรกฯทำนายหุ้นไทยวันนี้แกว่งตัวขึ้น

จัดทำโดย น.ส.ศิรินทิพย์ เสือพลาย เลขทะเบียน 5001103024

โบรกฯทำนายหุ้นไทยวันนี้แกว่งตัวขึ้น

ตามดาวโจนส์บวกเกือบ 100 จุด แถมตลาดหุ้นภูมิภาคส่วนยืนแดนบวก เตือนการเมืองสัปดาห์นี้ เริ่มมีน้ำหนัก หลังกกต.เตรียมลงดาบ 44 ส.ส.ถือหุ้นรัฐฯ-แก้รธน.-นปช.เลื่อนชุมนุมใหญ่ไป 19 ก.ย. แนะทยอยซื้อ ให้แนวรับที่ 662 จุด แนวต้าน 675 จุด นายเทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บล.เอเซียพลัส กล่าวถึงแนวโน้มดัชนีตลาดหลักทรัพย์ไทยวันนี้ (7 ก.ย.)ว่า ดัชนีฯมีโอกาสแกว่งตัวขึ้น เนื่องจากได้รับปัจจัยสนับสนุนจากดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์คที่ปรับตัว เพิ่มขึ้นประมาณ 96 จุด หลังจากกระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยว่าตัวเลขตัวเลขการปลดพนักงานในเดือน ส.ค.ที่น้อยกว่าตลาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ อีกทั้งยังมีปัจจัยบวกจากทิศทางตลาดหุ้นภูมิภาคส่วนใหญ่ที่ปรับเปิดตลาดปรับ ตัวเพิ่มขึ้นอย่างไรก็ตามในวันนี้ยังมีปัจจัยที่กดดันหุ้นขนาดใหญ่ อาทิหุ้นในกลุ่มพลังงานไม่ให้ปรับตัวเพิ่มขึ้น เนื่องจากตลาดหุ้นอยู่ในช่วงภาวะการปรับฐานส่งผลให้มีการสลับการลงทุนจาก หุ้นขนาดใหญ่และหันไปลงทุนในหุ้นขนาดกลางและขนาดเล็กแทน ขณะที่ราคาน้ำมันดิบยังเคลื่อนไหวทรงตัวทั้งนี้ ดัชนีนิกเกอิ ตลาดหุ้นญี่ปุ่น ปิดตลาดเช้าที่ระดับ 10,290.78 จุด เพิ่มขึ้น 103.67 จุด ดัชนีฮั่งเส็งตลาดหุ้นฮ่องกง เวลา 09:01 น. (ตามเวลาประเทศไทย) อยู่ที่ระดับ 20,502.85 จุด เพิ่มขึ้น 184.23 จุด และราคาน้ำมันดิบไลท์ล่วงหน้าสัญญาส่งมอบเดือนตุลาคม ที่ตลาดนิวยอร์ค ปิดตลาดที่ราคา68.02 ดอลลาร์/บาร์เรล เพิ่มขึ้น 6 เซนต์ด้ายนปัจจัยหลักที่จะต้องติดตามคือประเด็นการเคลื่อนไหวการเมืองในประเทศที่ หลายประเด็นได้เริ่มกลับมามีน้ำหนักและอาจส่งผลกระทบต่อบรรยากาศการลงทุน ซึ่งประกอบด้วยกรณีการแก้รัฐธรรมนูญ, กรณีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. จะมีการลงมติตัดสินกรณี 44 ส.ส.ถือหุ้นในบริษัทที่รับสัมปทานรัฐและหุ้นในกิจการสื่ในสัปดาห์นี้จะเข้า ข่ายขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ และกรณีแกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยแห่งชาติ หรือ นปช. เลื่อนการชุมนุมออกไปเป็นวันที่ 19 ก.ย.กลยุทธ์การลงทุน แนะนำทยอยซื้อเมื่อดัชนีฯปรับตัวลดลง โดยประเมินแนวรับไว้ที่ 662 จุด แนวต้าน 675 จุด

ที่มา http://www.thairath.co.th/content/eco/31398

คำถาม
1.แนวโน้มดัชนีตลาดหลักทรัพย์ไทยวันนี้ (7 ก.ย.)ว่า ดัชนีฯมีโอกาสแกว่งตัวขึ้น เนื่องจากอะไร
2.ดัชนีนิกเกอิ ตลาดหุ้นญี่ปุ่น ปิดตลาดเช้าที่ระดับกี่จุด เพิ่มขึ้นกี่จุด
3.ราคาน้ำมันดิบไลท์ล่วงหน้าสัญญาส่งมอบเดือนตุลาคม ที่ตลาดนิวยอร์ค ปิดตลาดที่ราคาเท่าไหร่ เพิ่มขึ้นกี่เปอร์เซนต์



วันอังคารที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2552

ฟาสต์แทร็กดึงศก.โต0.9%

จัดทำโดย น.ส. สวรรยา ฐิติเพิ่มพงศ์ เลขทะเบียน 5001103045

ฟาสต์แทร็กดึงศก.โต0.9%

คลังฝันปั้นสินเชื่อธนาคาร 9.27 แสนล้านบาท ดันเศรษฐกิจโตอีก 0.9%
นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง เปิดเผยในการแถลงข่าวโครงการสินเชื่ออนุมัติด่วน (ฟาสต์แทร็ก) เพื่อช่วยเหลือธุรกิจไทยว่า ได้ตั้งเป้าหมายให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ 6 แห่ง อนุมัติสินเชื่อเพิ่มขึ้นอีก 3 แสนล้านบาท จากเป้าหมายเดิม 6.25 แสนล้านบาท เพิ่มใหม่เป็น 9.27 แสนล้านบาท โดยได้ตั้งเป้าหมายการเบิกจ่ายสินเชื่อให้ได้ 80% ของวงเงินสินเชื่อที่ตั้งไว้ภายในสิ้นปี 2552
นายกรณ์ กล่าวว่า หากดำเนินการตามแผนจะส่งผลช่วยกระตุ้นการบริโภค การลงทุน และการส่งออกเพิ่มขึ้น และมีผลให้เศรษฐกิจในปี 2552 ขยายตัวเพิ่มขึ้น 0.5-0.9%
อย่างไรก็ตาม ในช่วง 7 เดือนที่ผ่านมาสถาบันการเงินเฉพาะกิจได้ปล่อยสินเชื่อรวมกันเป็นเงินกว่า 6.22 แสนล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 99.54%
นายกรณ์ กล่าวว่า ผลจากมาตรการดังกล่าวจะทำให้มีประชาชนและผู้ประกอบการเข้าถึงสินเชื่อเพิ่มขึ้น 7.3 แสนราย แยกเป็นเกษตรกร 1.75 แสนราย ประชาชนและผู้ประกอบการรายย่อย 5.5 แสนราย เอสเอ็มอี ผู้ประกอบการท่องเที่ยวกว่า 3,000 ราย และผู้ส่งออกอีก 1,500 ราย
“การปล่อยกู้รอบนี้จะผูกติดกับการทยอยเพิ่มทุนให้แต่ละธนาคารตามฝีมือการปล่อยสินเชื่อด้วย” นายกรณ์ กล่าว โครงการสินเชื่อฟาสต์แทร็กที่ดำเนินการในครั้งเพื่อแก้ปัญหาในหลายเรื่อง ได้แก่ การเร่งอนุมัติสินเชื่อของทุกธนาคารภายใน 3, 5, 7, 15 หรือ 21 วัน ตามประเภทและขนาดของวงเงินสินเชื่อ โดยกระจายอำนาจในการตัดสินใจอนุมัติสินเชื่อให้กับระดับสาขา การปรับปรุงแบบฟอร์มและขั้นตอนการขออนุมัติสินเชื่อให้กระชับขึ้น เพื่อให้ผู้ประกอบการเข้าถึงสินเชื่อได้ง่ายและรวดเร็วขึ้น
นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ รมช.คลัง กล่าวว่า หากธนาคารเห็นว่าการปล่อยสินเชื่อตามโครงการจะมีปัญหาหนี้เสียเกิดขึ้น ก็ขอให้เสนอขอให้มีการแยกบัญชีได้ในการประชุมคณะกรรมการเร่งรัดสินเชื่อ ที่จะมีการประชุมกันทุกสัปดาห์ และวันที่ 1 ก.ย. จะเสนอต่อครม. อนุมัติให้แยกบัญชีสำหรับการค้ำประกันสินเชื่อในโครงการฟาสต์แทร็กของบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม เพื่อให้ขยายสินเชื่อลงไป 3 หมื่นล้านบาท

แหล่งที่มา หนังสือพิมพ์โพลต์ทูเดย์

คำถาม
1. ธนาคารออมสินได้ปล่อยสินเชื่อจากโครงการอนุมัติด่วนฟาสต์แทร็กเท่าไร
2. โครงการสินเชื่ออนุมัติด่วน (ฟาสต์แทร็ก)ได้ตั้งเป้าหมายว่าให้สถาบันการเงินใดปล่อยสินเชื่อ และกี่แห่ง
3. โครงการสินเชื่ออนุมัติด่วน (ฟาสต์แทร็ก)ได้เพิ่มวงเงินสินเชื่อจากเดิมเท่าไร และเพิ่มจนถึงเท่าไร

วันอังคารที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2552

กลับมาอีกครั้งกับโครงการสินเชื่อซับน้ำตาจาก ibank ในงาน“OTOP Mid Year 2009” และ“ฟ้าสดใส คนไทยยิ้มได้ ครั้งที่3”

จัดทำโดย น.ส. นภาพร พากเพียร 5001103025


กลับมาอีกครั้งกับโครงการสินเชื่อซับน้ำตาจาก ibank ในงาน“OTOP Mid Year 2009” และ“ฟ้าสดใส คนไทยยิ้มได้ ครั้งที่3”


Ibankร่วมออกบูธงาน “OTOP Mid – Year 2009 โอทอปช้อปช่วยชาติ” ที่เมืองทองธานี และงาน“ฟ้าสดใส คนไทยยิ้มได้ ครั้งที่3”ที่ไบเทค บางนา โดยนำโครงการสินเชื่อซับน้ำตากลับมาให้บริการอีกครั้ง หวังช่วยลดภาระค่าครองชีพให้กับประชาชน และเป็นอีกหนึ่งช่องทางในการกระจายสินเชื่อสู่ผู้ประกอบการรายย่อย นายธีรศักดิ์ สุวรรณยศ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย หรือ ibank กล่าวว่า ธนาคารได้ร่วมออกบูธในงาน “OTOP Mid Year 2009 โอทอปช้อปช่วยชาติ” ระหว่างวันที่ 22-30 สิงหาคมนี้ ณ อาคารชาเลนเจอร์ 1-3 อิมแพค เมืองทองธานี และงาน “ฟ้าสดใส คนไทยยิ้มได้ ครั้งที่ 3 ” ที่ไบเทค บางนา ระหว่างวันที่ 24-30 สิงหาคม 2552 โดยทั้ง 2 งาน ธนาคารได้นำโครงการสินเชื่อซับน้ำตา ประกอบด้วย สินเชื่อเพื่อซื้อหรือไถ่ถอนที่อยู่อาศัย และสินเชื่อเพื่อรีไฟแนนซ์หนี้บัตรเครดิต/สินเชื่อบุคคล กลับมาให้บริการอีกครั้ง โดยธนาคารได้ขยายระยะเวลาการให้บริการไปจนถึงสิ้นปี 2552 ซึ่งถือเป็นการสานต่อโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล ที่ต้องการกระตุ้นการบริโภค และลดภาระค่าครองชีพให้กับประชาชนอย่างต่อเนื่องโดยประชาชนที่สนใจสินเชื่อซับน้ำตาในส่วนของการซื้อหรือไถ่ถอนที่อยู่อาศัย สามารถเลือกผ่อนชำระได้ 2 แบบ คือ แบบที่1 กรณีปลอดชำระเงินต้นภายใน 3 ปีแรก ปีที่ 1-3 คิดอัตรากำไร 4.50% ปีที่ 4 ขึ้นไป คิดอัตรากำไร SPRL-0.5% และแบบที่ 2 สำหรับบุคคลทั่วไป ปีที่ 1 คิดอัตรากำไร 1.85% ปีที่ 2 ขึ้นไป คิดอัตรากำไร SPRL – 1.5% แต่ถ้าเป็นข้าราชการหรือพนักงานรัฐวิสาหกิจ ปีที่ 1 คิดอัตรากำไร 1.50% ปีที่ 2 ขึ้นไป คิดอัตรากำไร SPRL -1.5% ขณะที่ในส่วนของสินเชื่อเพื่อรีไฟแนนซ์หนี้บัตรเครดิต ธนาคารยังคงคิดอัตรากำไร SPRR +7.25% ต่อปี โดยสามารถเลือกผ่อนชำระได้ตั้งแต่ 6 เดือนถึง 6 ปี
นอกจากนี้ ธนาคารยังเปิดให้บริการสินเชื่อธุรกิจสำหรับผู้ประกอบการกลุ่มสินค้า OTOP ประกอบด้วยสินเชื่อ 3 แบบ คือ 1. สินเชื่อระยะยาว ซึ่งปีแรก ธนาคารคิดอัตรากำไร SPRL -1.0% ต่อปี และตั้งแต่ปีที่ 2-7 คิดอัตรากำไร SPRL 2.สินเชื่อหมุนเวียน และ3.วงเงิน Trade Finance หากวงเงินไม่เกิน 20 ล้านบาท จะคิดอัตรากำไร SPRR -1.0%ต่อปี แต่หากวงเงินสูงกว่า 20 ล้านบาทขึ้นไป คิดอัตรากำไร SPR -1.0%
และสำหรับลูกค้าที่เปิดบัญชีออมทรัพย์กับธนาคารภายในงานจะได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมในการออกบัตรเอทีเอ็ม บัตรเงินและบัตรทองฟรี (ทั้งนี้ไม่รวมค่าเบี้ยประกันภัยสำหรับบัตร ATM ทอง)
นายธีรศักดิ์ กล่าวอีกว่า การเข้าร่วมออกบูธทั้ง 2 งานของธนาคารในครั้งนี้ เชื่อว่าจะเป็นอีกหนึ่งช่องทางในการกระจายสินเชื่อให้กับผู้ประกอบการรายย่อยได้อย่างทั่วถึง และจะช่วยลดภาระค่าครองชีพให้กับประชาชนที่เข้ามาใช้บริการโครงการสินเชื่อซับน้ำตาของธนาคาร ปัจจุบัน SPRL= 6.75% , SPRR = 7.25% และ SPR = 7.0%


แหล่งที่มา http://www.newswit.com/news/2009-08-25/874a543eba26c98d35fcd718ed042f5d/

คำถาม
1.โครงการสินเชื่อซับน้ำตามีจุดประสงค์อะไรในการกลับมาจัดบริการอีกครั้ง
2.การซื้อหรือไถ่ถอนที่อยู่อาศัย สามารถเลือกผ่อนชำระได้ กี่แบบ และอะไรบ้าง
3.บริการสินเชื่อธุรกิจสำหรับผู้ประกอบการกลุ่มสินค้า OTOP ประกอบด้วยสินเชื่อกี่แบบ และอะไรบ้าง

วันจันทร์ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2552

จ่อคิวปิดกิจการอีกเพียบ

จัดทำโดย น.ส.จรันยา ไตรยัญสุวรรณ 5001103109


จ่อคิวปิดกิจการอีกเพียบ

ประธานสมาคมธนาคารไทย เชื่อ "แบงก์โคโลเนียล" ไม่กระทบต่อสถาบันการเงินไทย ด้านนักวิเคราะห์ ชี้ อาจกระทบบรรยากาศลงทุนตลาดหุ้นแต่ไม่รุนแรง ...รัฐบาลสหรัฐฯสั่งปิดกิจการแบงก์โคโลเนียล ขนาดสินทรัพย์ 8.5 แสนล้านบาท ประธานสมาคมธนาคารไทย ออกโรงการันตีไม่มีผลกระทบต่อสถาบันการเงินไทย จับตาก่อนสิ้นปีเห็นแบงก์มะกันล้มอีกเพียบสำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันที่ 15 ส.ค.ที่ผ่านมาว่า รัฐบาลสหรัฐอเมริกาได้สั่งปิดธนาคารโคโลเนียล (Colonail) ซึ่งมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่รัฐอลาบามา ประเทศสหรัฐอเมริกา และมีสาขาอยู่กว่า 346 แห่งทั่วประเทศ โดยให้เข้าสู่กระบวนการล้มละลายและขายกิจการให้แก่ธนาคารบีบีแอนด์ที (BB & T) ซึ่งเป็นคู่แข่ง ทำให้กรณีดังกล่าวกลายเป็นเหตุการณ์แบงก์ล้มที่ใหญ่ที่สุดของปีนี้ขณะที่สถาบันประกันเงินฝากแห่งประเทศสหรัฐอเมริกา หรือ FDIC ได้ออกแถลงการณ์ระบุว่า สาขาของโคโลเนียลแบงก์ทั้งหมดที่จะเปิดให้บริการใหม่ได้ทันที แต่จะเปลี่ยนเป็นสาขาของบีบีแอนด์ทีแบงก์ทั้งหมด ส่วนเงินฝากของลูกค้า ทาง FDIC จะรับประกันให้ต่อไปกรณีโคโลเนียลแบงก์กลายเป็นเหตุการณ์ แบงก์ล้มที่ใหญ่ที่สุดประจำปีนี้ หลังจากปีที่ผ่านมา สถาบันการเงินในสหรัฐอเมริกาประกาศล้มละลาย ขายกิจการเป็นจำนวนถึง 25 แห่ง จนลามเลียกลายเป็นวิกฤติเศรษฐกิจแพร่ขยายไปทั่วโลก ณ สิ้นสุดเดือน มิ.ย. โคโลเนียลแบงก์มีสินทรัพย์รวมที่ 25,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 850,000 ล้านบาท มียอดเงินฝากรวม 20,000 ล้านเหรียญฯ หรือประมาณ 680,000 ล้านบาทส่วนความเสียหายที่ FDIC จะต้องรับผิดชอบคาดว่าจะมีมูลค่าอยู่ที่ประมาณ 28,000 ล้านเหรียญฯ หรือราว 950,000 ล้านบาท นอกเหนือจากข้อตกลงร่วมกันระหว่าง FDIC และบีบีแอนด์ทีที่จะร่วมรับผิดชอบส่วนขาดทุนที่มีมูลค่าอีกกว่า 15,000 ล้านเหรียญฯ หรือ 510,000 ล้านบาททั้งนี้ โคโลเนียลแบงก์เปิดให้บริการมาแล้ว 28 ปี มีสาขาครอบคลุม 5 รัฐใหญ่ ได้แก่อลาบามา ฟลอริดา จอร์เจีย เนวาดา และเท็กซัส แต่จะเน้นปล่อยสินเชื่อให้กับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ใน 2 รัฐ คือ ฟลอริดาและเนวาดา แน่นอนโคโลเนียลประสบชะตากรรมเดียวกับสถาบันการเงินในสหรัฐฯทั่วไป ที่ปล่อยกู้ให้กับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และต้องเผชิญกับปัญหาหนี้เสียท่วมแบงก์ ตลอดจนข้อหาผู้บริหารทุจริต ความล้มเหลวสะท้อนให้เห็นจากมูลค่าหุ้นของแบงก์ ที่ลดลงเหลือ 25 เซนต์ จากประมาณ 25 เหรียญฯต่อหุ้นเมื่อ 2 ปีที่แล้ว ด้านนายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ในฐานะประธานสมาคมธนาคารไทย กล่าวว่า แบงก์โคโลเนียลที่ถูกสั่งปิดกิจการไม่ส่งผลกระทบต่อสถาบันการเงินและธนาคารพาณิชย์ของไทย เนื่องจากไม่มีการทำธุรกรรมการเงินที่เกี่ยวเนื่องกันสำหรับสถาบันการเงินของสหรัฐฯขณะนี้ยังไม่ได้รับการแก้ไขปัญหา ดังนั้น ในช่วงไตรมาส 3 และไตรมาส 4 ของปีนี้ยังคงเห็นธนาคารพาณิชย์ ของสหรัฐฯปิดกิจการตามมาอีก ซึ่งเป็นผลจากภาวะเศรษฐกิจ ทำให้หนี้เสียปรับตัวสูงขึ้น ต้องใช้เงินกันสำรองเพิ่มขึ้น หากไม่สามารถหาเงินเพิ่มทุนได้ ก็ถูกทางการเข้าไปแทรกแซง อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่เกิดขึ้นในสหรัฐฯ จะส่งผลกระทบต่อธุรกิจส่งออกของไทย เนื่องจากตลาดสหรัฐฯถือเป็นตลาดใหญ่"เศรษฐกิจสหรัฐฯยังคงมีปัญหาอีกต่อไป เพราะปัญหาสถาบันการเงินยังไม่ได้รับการแก้ไข หากเศรษฐกิจจะฟื้นตัว สถาบันการเงินต้องได้รับการแก้ไขเป็นอันดับแรก เพื่อให้กลับมาทำหน้าที่ปล่อยสินเชื่เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ เหมือนกับวิกฤติเศรษฐกิจไทยในปี 40"นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า แบงก์โคโลเนียลที่ถูกปิดกิจการไม่มีผลกระทบต่อธนาคารพาณิชย์ของไทย แต่จากการติดตามข่าวก่อนหน้านี้มีแบงก์ในสหรัฐฯถึง 600 แห่ง ที่มีเงินกองทุนไม่เพียงพอ และส่วนใหญ่เป็นแบงก์ขนาดเล็ก ดังนั้นการถูกสั่งปิดกิจการจึงไม่เป็นเรื่องแปลกขณะที่นายสมบัติ นราวุฒิชัย เลขาธิการสมาคมนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ กล่าวว่า อาจมีผลกระทบต่อบรรยากาศการลงทุนบ้าง แต่คงไม่รุนแรงถึงขั้นสะเทือนตลาดเงินตลาดทุนโลกเท่ากับตอนช่วงที่บริษัทเลห์แมนบราเตอร์สล้ม.

ที่มา http://www.thairath.co.th/content/eco/26842

คำถาม
1. รัฐบาลสหรัฐฯสั่งปิดกิจการแบงก์โคโลเนียล ขนาดสินทรัพย์กี่บาท
2.โคโลเนียลแบงก์มีสาขาครอบคลุมกี่รัฐ ได้แก่รัฐอะไรบ้าง
3.ปัญหาที่เกิดขึ้นในสหรัฐฯ จะส่งผลกระทบต่อธุรกิจประเภทใดของไทย เนื่องจากอะไร

วันอังคารที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2552

ชีวิตคู่กับการวางแผนทางการเงิน

จัดทำโดย นางสาว ชลาลัย เขมะอินธิชัย เลขทะเบียน 5001103011
ชีวิตคู่กับการวางแผนทางการเงิน

การแต่งงานใครๆ ก็เห็นด้วยว่าเป็นเรื่องใหญ่ เรื่องสำคัญในชีวิตของคนเรา ไม่ใช่เรื่องของคนแค่สองคนแต่ยังต้องรวมไปถึงญาติ และครอบครัวของทั้งสองฝ่ายด้วย ตั้งแต่ไหนแต่ไรมาคู่แต่งงานมักจะให้ความสำคัญกับงานเลี้ยงฉลองมงคลสมรส งานเลี้ยง งานฉลองที่มีแขกเหรื่อมากมาย ทั้งญาติสนิท มิตรสหาย เพื่อนสมัยเรียน เพื่อนร่วมงาน เจ้านาย ลูกน้องของทั้งสองฝ่ายเยอะแยะไปหมด
แม้ว่าในปัจจุบันจะมี Wedding Organizer มี Wedding Studio รับจัดการ ดูแล และออกแบบงานแต่งงานให้แบบครบวงจรก็ตาม ว่าที่เจ้าบ่าว เจ้าสาวทั้งหลายก็ยังมีเรื่องให้วิ่งวุ่นๆ หลายเรื่องเพื่อให้งานเลี้ยงแม้เพียงช่วงไม่กี่ชั่วโมงออกมาดีที่สุด นั่นก็ว่าด้วยเรื่องก่อนแต่ง พอแต่งงานไปแล้ว น่าจะต้องวางแผนการแต่งเงินด้วย คนเราต่อให้รักกันปานใด รู้จักกันมานานเพียงใด หากไม่จัดการเรื่องเงินๆ ทองๆ ของชีวิตคู่ให้ชัดเจน ปล่อยให้คลุมๆ เครือๆ ไม่รู้ว่าคู่ชีวิตมีเงินเดือนประมาณเท่าใด ค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่เป็นค่าอะไร มีหนี้สินอยู่บ้างมั้ย เป็นหนี้อะไรบ้าง จำนวนเท่าไร ต้องส่งเสีย ดูแลครอบครัว พ่อแม่พี่น้องบ้างมั้ย ความไม่รู้หรือความคลุมเครือจะก่อให้เกิดการระหองระแหง สร้างความไม่ไว้ใจซึ่งกันและกัน ความไม่เข้าใจกัน ซึ่งจะบั่นทอนความสุข ความอบอุ่นในการใช้ชีวิตคู่ไปอย่างน่าเสียดาย
การแต่งเงินที่ดี ที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับวิถีชีวิตของแต่ละคู่ ที่จะต้องร่วมกันออกแบบ โดยควรจะเริ่มจากการทำบันทึกรายได้ และการใช้จ่ายสักสองหรือสามเดือน เพื่อติดตามพฤติกรรมการใช้จ่ายของทั้งสองคน และเพื่อตรวจสอบค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นร่วมกัน เริ่มตั้งแต่บันทึกเงินเดือน รายได้ต่างๆ แล้วตามด้วยค่าใช้จ่ายร่วมทั้ง ค่าเช่าบ้านหรือผ่อนบ้าน ค่าผ่อนรถหรือค่าเดินทาง ค่าน้ำมัน ค่าอาหาร ค่าเครื่องอุปโภคบริโภค ค่าน้ำค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ ค่าเสื้อผ้า แล้วตามด้วยค่าใช้จ่ายส่วนตัว การบันทึกนี้จะช่วยให้ทั้งคู่ได้รับรู้รายได้ และภาระค่าใช้จ่ายของกันและกัน รวมทั้งส่วนที่จะต้องรับผิดชอบร่วมกัน
ลองนึกดูหากเรารู้แต่ว่าคู่ชีวิตของเรามีรายได้ มีเงินเดือนเท่านั้น เท่านี้ แล้วประเมินเอาเองว่า น่าจะมีเงินให้เรา หรือให้ครอบครัวเท่านั้น เท่านี้ น่าจะซื้อนั่น จ่ายนี่ให้เราได้ แบบนี้ไม่ดีแน่ เพราะโดยปกติเรามักมีแนวโน้มจะคิดและตีความอะไรเข้าข้างตัวเอง แล้วความไม่เข้าใจกันก็จะก่อร่างสร้างตัวขึ้น เพราะความไม่รู้ เพราะมีแต่ข้อมูลรายได้ด้านเดียว
นอกจากนี้ การทำบันทึกแบบนี้จะทำให้ทั้งคู่ได้เห็นพฤติกรรมการใช้จ่ายของกันและกันด้วย คู่ชีวิตของเราอาจจะงกกว่าที่เรารู้จัก หรือฟุ่มเฟือยมากกว่าที่เราคิด การรับรู้น่าจะนำไปสู่การพูดคุยเพื่อปรับจูนให้เข้ากันได้ดีขึ้น ข้อมูลสำคัญนี้จะช่วยให้การแต่งเงินเป็นไปอย่างเหมาะสม หลายคู่อาจจะตกลงจะรวมกระเป๋ากันแล้วให้คุณแม่บ้านเป็นผู้บริหาร แต่หลายคู่อาจจะยังคงแยกกระเป๋ากัน แต่มี "กองทุนครอบครัวอบอุ่น" สำหรับค่าใช้จ่ายร่วมโดยอาจจะรับผิดชอบคนละเท่าๆ กัน หรือตามสัดส่วนรายได้ก็แล้วแต่จะพูดคุยกัน เพื่อยังคงความเป็นอิสระ ความส่วนตัวไว้บ้าง
หลายคนอาจจะต้องพบกับปัญหาทางการเงินของคู่ชีวิตที่คาดไม่ถึง แต่เมื่อเราตัดสินใจจะใช้ชีวิตร่วมกันแล้ว คู่ชีวิตที่ดี ย่อมต้องเชื่อมั่นในกันและกัน ช่วยกันฟันฝ่าอุปสรรคทางการเงินไปให้ได้ อาจจะต้องเริ่มจากการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต ตั้งเป้าหมาย หาวิธีจัดการหนี้ และตัดลดค่าใช้จ่ายลงเพื่อให้การจัดการหนี้สำเร็จลุล่วงไปไม่เป็นก้างขวางทางทำลายความรักที่เคยมีให้กัน
ที่สำคัญไม่แพ้กันก็คือ ทุกคู่ควรมีการกำหนดเป้าหมายในอนาคตร่วมกัน อย่างเช่น การซื้อบ้าน ซื้อรถ การท่องเที่ยว การดูแลคุณพ่อคุณแม่ ญาติๆ ของทั้งสองฝ่าย การมีลูก การศึกษาของลูก การเปลี่ยนเฟอร์นิเจอร์ การปรับปรุงตกแต่งบ้าน ซึ่งต้องกำหนดด้วยว่าเป้าหมายเหล่านี้จะเกิดขึ้นเมื่อใด เพื่อจะได้จัดตั้ง "กองทุนครอบครัวมั่นคง" สำหรับเป็นหลักประกันเพื่อความมั่นใจในอนาคต
เมื่อครอบครัวมั่นคงแล้ว ก็ต้องไม่ลืมจัดตั้ง "กองทุนครอบครัวมั่งคั่ง" สำหรับการขยายดอกผล สร้างความมั่งคั่งให้เงินทองที่มี ได้ผลิดอกออกผลจากการออม การลงทุนในรูปแบบต่างๆ ตามที่ควรจะเป็น และต้องไม่ลืมวางแผนเผื่อเหตุฉุกเฉินไว้บ้าง เพราะความไม่แน่นอน เหตุไม่คาดฝัน หรืออุบัติเหตุย่อมเกิดขึ้นได้เสมอ หลายคู่อาจจะเลือกทำประกันภัย ประกันชีวิต แต่ก็น่าจะวางแผนต้องเผื่อการตกงาน การลดลงของรายได้ เศรษฐกิจตกต่ำ รวมทั้งเหตุฉุกเฉินของญาติพี่น้องของทั้งสองฝ่ายไว้ด้วย จึงอาจจะต้องมี "กองทุนครอบครัวสุขสันต์" ไว้บ้าง...

แหล่งข้อมูล http://www.tsi-thailand.org/ http://www.set.or.th/

คำถาม
1). การแต่งเงินที่ดี ที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับวิถีชีวิตของแต่ละคู่ ที่จะต้องร่วมกันออกแบบ โดยควรจะเริ่มจากอะไร
2). "กองทุนครอบครัวอบอุ่น"คืออะไร
3). "กองทุนครอบครัวมั่งคั่ง"เหมาะสำหรับอะไร