วันพุธที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2552
วันอังคารที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2552
ธปท.ยันยังไม่ขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย
จัดทำโดย นางสาว ชลาลัย เขมะอินธิชัย ID 5001103011
ธปท. ยันใช้นโยบายการเงินผ่อนคลายประคับประคองเศรษฐกิจไทยที่ยังฟื้นตัวเปราะบาง ระบุยังไม่มีความจำเป็นต้องขึ้นดอกเบี้ยนโยบายแม้ธนาคารกลางต่างประเทศจะ เริ่มปรับขึ้น วันนี้(15 ก.ย.) นางธาริษา วัฒนเกส ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวเปิดงานสัมมนาวิชาการประจำปี 2552 ของธนาคารแห่งประเทศไทยให้หัวข้อ “รับมือวิกฤตเศรษฐกิจโลก มองอนาคตเศรษฐกิจไทย” ว่า ในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา มาตรการทางการเงิน และการคลังของทั่วโลกทำให้เศรษฐกิจโลกเห็นสัญญาณการทรงตัว และในประเทศไทยตัวเลขที่ดิ่งลงอย่างรุนแรงในช่วงที่ผ่านมาได้ปรับตัวดีขึ้น บางแล้ว แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า เศรษฐกิจไทย ได้ผ่านจุดต่ำสุดของเศรษฐกิจมาแล้ว แต่ต้องยอมรับว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย และเศรษฐกิจโลกยังคงเปราะบาง และมีความเสี่ยงในช่วงต่อไปในหลายเรื่อง “สำหรับความเสี่ยงที่จะต้องระวังเพื่อประคับประคองให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ไทยเกิดขึ้นได้ต่อเนื่อง คือ การเร่งการใช้จ่าย และการลงทุนในโครงการต่างๆ ของรัฐบาลที่เป็นเครื่องมือหลักในการสร้างอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจในขณะ นี้ จะต้องมีการบริหารจัดการให้ลงทุนได้ตามเวลาที่กำหนด เพื่อดึงดูดการลงทุนภาคเอกชนที่ยังคงขยายตัวต่ำมากในช่วงที่ผ่านมาให้ปรับ ตัวดีขึ้น ดังนั้น จึงต่อเนื่องไปถึงเสถียรภาพทางการเมืองของประเทศ และการรับมือต่อการชุมนุมกรณีต่างๆ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญที่กำหนดว่า รัฐบาลจะดำเนินมาตรการในการกระตุ้นเศรษฐกิจต่อไปได้อย่างไร” ผู้ว่าการธปท. กล่าวนางธาริษา กล่าวต่อว่า ในส่วนของการดำเนินนโยบายการเงินในช่วงต่อไป เพื่อที่จะช่วยประคองเศรษฐกิจที่ยังคงเปราะบางนั้น ธปท.ยังคงดูแลต่อเนื่อง ทั้งในส่วนของนโยบายอัตราดอกเบี้ย นโยบายอัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินบาท และการอำนวยความสะดวกในเรื่องสภาพคล่องทางการเงิน และช่องทางในการกระจายสินเชื่อของสถาบันการเงิน เมื่อพิจารณาจากสภาพคล่องของระบบการเงิน และอัตราเงินเฟ้อที่ยังไม่มีแนวโน้มที่จะปรับตัวสูงขึ้น คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) คงยังไม่มีความจำเป็นที่จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายในเร็วๆ นี้ แม้ธนาคารกลางต่างประเทศได้เริ่มปรับขึ้นกันบ้างแล้ว โดยอัตราดอกเบี้ยต่ำ ยังคงเอื้อต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจในระยะต่อไปขณะเดียวกัน ธปท.ยังคงดูแลค่าเงินบาทอย่างต่อเนื่อง โดยที่ผ่านมา แม้ว่าจะพิจารณาเทียบกับค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯค่าเงินบาทอาจจะแข็งค่าต่อ เนื่อง ซึ่งเป็นการเกิดขึ้นจากการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดสูงมากกว่า 1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ ในขณะที่การส่งออกขยายตัวติดลบ แต่การนำเข้าติดลบมากกว่า เพราะไม่มีการลงทุนใหม่ หรือการเพิ่มการสั่งซื้อวัตถุดิบ ผู้ว่าการธปท. กล่าวอีกว่า หากพิจารณาจากดัชนีค่าเงินบาทที่แท้จริง (NEER) ที่เป็นตัวชี้ความสามารถในการแข่งขันทางการค้าของประเทศ ค่าเงินบาทยังคงเกาะกลุ่มกับประเทศคู่แข่ง และธปท.จะดูแลให้เป็นเช่นนี้ต่อไป นอกจากนั้น หากในช่วงต่อไป การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก และเศรษฐกิจไทยเกิดขึ้นได้ต่อเนื่อง ขณะที่นโยบายการใช้จ่าย และการลงทุนของรัฐบาลทำได้ตามเป้า และมีการลงทุนของภาครัฐนำ ส่งผลให้มีการลงทุนของภาคเอกชนตามมา การนำเข้าจะเพิ่มขึ้น การเกินดุลบัญชีเดินสะพัดจะน้อยลง ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อค่าเงินบาทในระยะต่อไป
http://www.thairath.co.th/content/eco/33165
คำถาม
1."ธปท." ย่อมาจากคำว่าอะไร
2."neer" คืออะไร
3."ธปท." กล่าวเปิดงานสัมมนาในหัวข้อเรื่องอะไร
ธปท. ยันใช้นโยบายการเงินผ่อนคลายประคับประคองเศรษฐกิจไทยที่ยังฟื้นตัวเปราะบาง ระบุยังไม่มีความจำเป็นต้องขึ้นดอกเบี้ยนโยบายแม้ธนาคารกลางต่างประเทศจะ เริ่มปรับขึ้น วันนี้(15 ก.ย.) นางธาริษา วัฒนเกส ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวเปิดงานสัมมนาวิชาการประจำปี 2552 ของธนาคารแห่งประเทศไทยให้หัวข้อ “รับมือวิกฤตเศรษฐกิจโลก มองอนาคตเศรษฐกิจไทย” ว่า ในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา มาตรการทางการเงิน และการคลังของทั่วโลกทำให้เศรษฐกิจโลกเห็นสัญญาณการทรงตัว และในประเทศไทยตัวเลขที่ดิ่งลงอย่างรุนแรงในช่วงที่ผ่านมาได้ปรับตัวดีขึ้น บางแล้ว แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า เศรษฐกิจไทย ได้ผ่านจุดต่ำสุดของเศรษฐกิจมาแล้ว แต่ต้องยอมรับว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย และเศรษฐกิจโลกยังคงเปราะบาง และมีความเสี่ยงในช่วงต่อไปในหลายเรื่อง “สำหรับความเสี่ยงที่จะต้องระวังเพื่อประคับประคองให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ไทยเกิดขึ้นได้ต่อเนื่อง คือ การเร่งการใช้จ่าย และการลงทุนในโครงการต่างๆ ของรัฐบาลที่เป็นเครื่องมือหลักในการสร้างอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจในขณะ นี้ จะต้องมีการบริหารจัดการให้ลงทุนได้ตามเวลาที่กำหนด เพื่อดึงดูดการลงทุนภาคเอกชนที่ยังคงขยายตัวต่ำมากในช่วงที่ผ่านมาให้ปรับ ตัวดีขึ้น ดังนั้น จึงต่อเนื่องไปถึงเสถียรภาพทางการเมืองของประเทศ และการรับมือต่อการชุมนุมกรณีต่างๆ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญที่กำหนดว่า รัฐบาลจะดำเนินมาตรการในการกระตุ้นเศรษฐกิจต่อไปได้อย่างไร” ผู้ว่าการธปท. กล่าวนางธาริษา กล่าวต่อว่า ในส่วนของการดำเนินนโยบายการเงินในช่วงต่อไป เพื่อที่จะช่วยประคองเศรษฐกิจที่ยังคงเปราะบางนั้น ธปท.ยังคงดูแลต่อเนื่อง ทั้งในส่วนของนโยบายอัตราดอกเบี้ย นโยบายอัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินบาท และการอำนวยความสะดวกในเรื่องสภาพคล่องทางการเงิน และช่องทางในการกระจายสินเชื่อของสถาบันการเงิน เมื่อพิจารณาจากสภาพคล่องของระบบการเงิน และอัตราเงินเฟ้อที่ยังไม่มีแนวโน้มที่จะปรับตัวสูงขึ้น คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) คงยังไม่มีความจำเป็นที่จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายในเร็วๆ นี้ แม้ธนาคารกลางต่างประเทศได้เริ่มปรับขึ้นกันบ้างแล้ว โดยอัตราดอกเบี้ยต่ำ ยังคงเอื้อต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจในระยะต่อไปขณะเดียวกัน ธปท.ยังคงดูแลค่าเงินบาทอย่างต่อเนื่อง โดยที่ผ่านมา แม้ว่าจะพิจารณาเทียบกับค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯค่าเงินบาทอาจจะแข็งค่าต่อ เนื่อง ซึ่งเป็นการเกิดขึ้นจากการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดสูงมากกว่า 1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ ในขณะที่การส่งออกขยายตัวติดลบ แต่การนำเข้าติดลบมากกว่า เพราะไม่มีการลงทุนใหม่ หรือการเพิ่มการสั่งซื้อวัตถุดิบ ผู้ว่าการธปท. กล่าวอีกว่า หากพิจารณาจากดัชนีค่าเงินบาทที่แท้จริง (NEER) ที่เป็นตัวชี้ความสามารถในการแข่งขันทางการค้าของประเทศ ค่าเงินบาทยังคงเกาะกลุ่มกับประเทศคู่แข่ง และธปท.จะดูแลให้เป็นเช่นนี้ต่อไป นอกจากนั้น หากในช่วงต่อไป การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก และเศรษฐกิจไทยเกิดขึ้นได้ต่อเนื่อง ขณะที่นโยบายการใช้จ่าย และการลงทุนของรัฐบาลทำได้ตามเป้า และมีการลงทุนของภาครัฐนำ ส่งผลให้มีการลงทุนของภาคเอกชนตามมา การนำเข้าจะเพิ่มขึ้น การเกินดุลบัญชีเดินสะพัดจะน้อยลง ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อค่าเงินบาทในระยะต่อไป
http://www.thairath.co.th/content/eco/33165
คำถาม
1."ธปท." ย่อมาจากคำว่าอะไร
2."neer" คืออะไร
3."ธปท." กล่าวเปิดงานสัมมนาในหัวข้อเรื่องอะไร
วันอังคารที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2552
โบรกฯทำนายหุ้นไทยวันนี้แกว่งตัวขึ้น
จัดทำโดย น.ส.ศิรินทิพย์ เสือพลาย เลขทะเบียน 5001103024
โบรกฯทำนายหุ้นไทยวันนี้แกว่งตัวขึ้น
ตามดาวโจนส์บวกเกือบ 100 จุด แถมตลาดหุ้นภูมิภาคส่วนยืนแดนบวก เตือนการเมืองสัปดาห์นี้ เริ่มมีน้ำหนัก หลังกกต.เตรียมลงดาบ 44 ส.ส.ถือหุ้นรัฐฯ-แก้รธน.-นปช.เลื่อนชุมนุมใหญ่ไป 19 ก.ย. แนะทยอยซื้อ ให้แนวรับที่ 662 จุด แนวต้าน 675 จุด นายเทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บล.เอเซียพลัส กล่าวถึงแนวโน้มดัชนีตลาดหลักทรัพย์ไทยวันนี้ (7 ก.ย.)ว่า ดัชนีฯมีโอกาสแกว่งตัวขึ้น เนื่องจากได้รับปัจจัยสนับสนุนจากดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์คที่ปรับตัว เพิ่มขึ้นประมาณ 96 จุด หลังจากกระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยว่าตัวเลขตัวเลขการปลดพนักงานในเดือน ส.ค.ที่น้อยกว่าตลาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ อีกทั้งยังมีปัจจัยบวกจากทิศทางตลาดหุ้นภูมิภาคส่วนใหญ่ที่ปรับเปิดตลาดปรับ ตัวเพิ่มขึ้นอย่างไรก็ตามในวันนี้ยังมีปัจจัยที่กดดันหุ้นขนาดใหญ่ อาทิหุ้นในกลุ่มพลังงานไม่ให้ปรับตัวเพิ่มขึ้น เนื่องจากตลาดหุ้นอยู่ในช่วงภาวะการปรับฐานส่งผลให้มีการสลับการลงทุนจาก หุ้นขนาดใหญ่และหันไปลงทุนในหุ้นขนาดกลางและขนาดเล็กแทน ขณะที่ราคาน้ำมันดิบยังเคลื่อนไหวทรงตัวทั้งนี้ ดัชนีนิกเกอิ ตลาดหุ้นญี่ปุ่น ปิดตลาดเช้าที่ระดับ 10,290.78 จุด เพิ่มขึ้น 103.67 จุด ดัชนีฮั่งเส็งตลาดหุ้นฮ่องกง เวลา 09:01 น. (ตามเวลาประเทศไทย) อยู่ที่ระดับ 20,502.85 จุด เพิ่มขึ้น 184.23 จุด และราคาน้ำมันดิบไลท์ล่วงหน้าสัญญาส่งมอบเดือนตุลาคม ที่ตลาดนิวยอร์ค ปิดตลาดที่ราคา68.02 ดอลลาร์/บาร์เรล เพิ่มขึ้น 6 เซนต์ด้ายนปัจจัยหลักที่จะต้องติดตามคือประเด็นการเคลื่อนไหวการเมืองในประเทศที่ หลายประเด็นได้เริ่มกลับมามีน้ำหนักและอาจส่งผลกระทบต่อบรรยากาศการลงทุน ซึ่งประกอบด้วยกรณีการแก้รัฐธรรมนูญ, กรณีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. จะมีการลงมติตัดสินกรณี 44 ส.ส.ถือหุ้นในบริษัทที่รับสัมปทานรัฐและหุ้นในกิจการสื่ในสัปดาห์นี้จะเข้า ข่ายขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ และกรณีแกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยแห่งชาติ หรือ นปช. เลื่อนการชุมนุมออกไปเป็นวันที่ 19 ก.ย.กลยุทธ์การลงทุน แนะนำทยอยซื้อเมื่อดัชนีฯปรับตัวลดลง โดยประเมินแนวรับไว้ที่ 662 จุด แนวต้าน 675 จุด
ที่มา http://www.thairath.co.th/content/eco/31398
คำถาม
1.แนวโน้มดัชนีตลาดหลักทรัพย์ไทยวันนี้ (7 ก.ย.)ว่า ดัชนีฯมีโอกาสแกว่งตัวขึ้น เนื่องจากอะไร
2.ดัชนีนิกเกอิ ตลาดหุ้นญี่ปุ่น ปิดตลาดเช้าที่ระดับกี่จุด เพิ่มขึ้นกี่จุด
3.ราคาน้ำมันดิบไลท์ล่วงหน้าสัญญาส่งมอบเดือนตุลาคม ที่ตลาดนิวยอร์ค ปิดตลาดที่ราคาเท่าไหร่ เพิ่มขึ้นกี่เปอร์เซนต์
โบรกฯทำนายหุ้นไทยวันนี้แกว่งตัวขึ้น
ตามดาวโจนส์บวกเกือบ 100 จุด แถมตลาดหุ้นภูมิภาคส่วนยืนแดนบวก เตือนการเมืองสัปดาห์นี้ เริ่มมีน้ำหนัก หลังกกต.เตรียมลงดาบ 44 ส.ส.ถือหุ้นรัฐฯ-แก้รธน.-นปช.เลื่อนชุมนุมใหญ่ไป 19 ก.ย. แนะทยอยซื้อ ให้แนวรับที่ 662 จุด แนวต้าน 675 จุด นายเทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บล.เอเซียพลัส กล่าวถึงแนวโน้มดัชนีตลาดหลักทรัพย์ไทยวันนี้ (7 ก.ย.)ว่า ดัชนีฯมีโอกาสแกว่งตัวขึ้น เนื่องจากได้รับปัจจัยสนับสนุนจากดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์คที่ปรับตัว เพิ่มขึ้นประมาณ 96 จุด หลังจากกระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยว่าตัวเลขตัวเลขการปลดพนักงานในเดือน ส.ค.ที่น้อยกว่าตลาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ อีกทั้งยังมีปัจจัยบวกจากทิศทางตลาดหุ้นภูมิภาคส่วนใหญ่ที่ปรับเปิดตลาดปรับ ตัวเพิ่มขึ้นอย่างไรก็ตามในวันนี้ยังมีปัจจัยที่กดดันหุ้นขนาดใหญ่ อาทิหุ้นในกลุ่มพลังงานไม่ให้ปรับตัวเพิ่มขึ้น เนื่องจากตลาดหุ้นอยู่ในช่วงภาวะการปรับฐานส่งผลให้มีการสลับการลงทุนจาก หุ้นขนาดใหญ่และหันไปลงทุนในหุ้นขนาดกลางและขนาดเล็กแทน ขณะที่ราคาน้ำมันดิบยังเคลื่อนไหวทรงตัวทั้งนี้ ดัชนีนิกเกอิ ตลาดหุ้นญี่ปุ่น ปิดตลาดเช้าที่ระดับ 10,290.78 จุด เพิ่มขึ้น 103.67 จุด ดัชนีฮั่งเส็งตลาดหุ้นฮ่องกง เวลา 09:01 น. (ตามเวลาประเทศไทย) อยู่ที่ระดับ 20,502.85 จุด เพิ่มขึ้น 184.23 จุด และราคาน้ำมันดิบไลท์ล่วงหน้าสัญญาส่งมอบเดือนตุลาคม ที่ตลาดนิวยอร์ค ปิดตลาดที่ราคา68.02 ดอลลาร์/บาร์เรล เพิ่มขึ้น 6 เซนต์ด้ายนปัจจัยหลักที่จะต้องติดตามคือประเด็นการเคลื่อนไหวการเมืองในประเทศที่ หลายประเด็นได้เริ่มกลับมามีน้ำหนักและอาจส่งผลกระทบต่อบรรยากาศการลงทุน ซึ่งประกอบด้วยกรณีการแก้รัฐธรรมนูญ, กรณีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. จะมีการลงมติตัดสินกรณี 44 ส.ส.ถือหุ้นในบริษัทที่รับสัมปทานรัฐและหุ้นในกิจการสื่ในสัปดาห์นี้จะเข้า ข่ายขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ และกรณีแกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยแห่งชาติ หรือ นปช. เลื่อนการชุมนุมออกไปเป็นวันที่ 19 ก.ย.กลยุทธ์การลงทุน แนะนำทยอยซื้อเมื่อดัชนีฯปรับตัวลดลง โดยประเมินแนวรับไว้ที่ 662 จุด แนวต้าน 675 จุด
ที่มา http://www.thairath.co.th/content/eco/31398
คำถาม
1.แนวโน้มดัชนีตลาดหลักทรัพย์ไทยวันนี้ (7 ก.ย.)ว่า ดัชนีฯมีโอกาสแกว่งตัวขึ้น เนื่องจากอะไร
2.ดัชนีนิกเกอิ ตลาดหุ้นญี่ปุ่น ปิดตลาดเช้าที่ระดับกี่จุด เพิ่มขึ้นกี่จุด
3.ราคาน้ำมันดิบไลท์ล่วงหน้าสัญญาส่งมอบเดือนตุลาคม ที่ตลาดนิวยอร์ค ปิดตลาดที่ราคาเท่าไหร่ เพิ่มขึ้นกี่เปอร์เซนต์
วันอังคารที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2552
ฟาสต์แทร็กดึงศก.โต0.9%
จัดทำโดย น.ส. สวรรยา ฐิติเพิ่มพงศ์ เลขทะเบียน 5001103045
ฟาสต์แทร็กดึงศก.โต0.9%
คลังฝันปั้นสินเชื่อธนาคาร 9.27 แสนล้านบาท ดันเศรษฐกิจโตอีก 0.9%
นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง เปิดเผยในการแถลงข่าวโครงการสินเชื่ออนุมัติด่วน (ฟาสต์แทร็ก) เพื่อช่วยเหลือธุรกิจไทยว่า ได้ตั้งเป้าหมายให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ 6 แห่ง อนุมัติสินเชื่อเพิ่มขึ้นอีก 3 แสนล้านบาท จากเป้าหมายเดิม 6.25 แสนล้านบาท เพิ่มใหม่เป็น 9.27 แสนล้านบาท โดยได้ตั้งเป้าหมายการเบิกจ่ายสินเชื่อให้ได้ 80% ของวงเงินสินเชื่อที่ตั้งไว้ภายในสิ้นปี 2552
นายกรณ์ กล่าวว่า หากดำเนินการตามแผนจะส่งผลช่วยกระตุ้นการบริโภค การลงทุน และการส่งออกเพิ่มขึ้น และมีผลให้เศรษฐกิจในปี 2552 ขยายตัวเพิ่มขึ้น 0.5-0.9%
อย่างไรก็ตาม ในช่วง 7 เดือนที่ผ่านมาสถาบันการเงินเฉพาะกิจได้ปล่อยสินเชื่อรวมกันเป็นเงินกว่า 6.22 แสนล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 99.54%
นายกรณ์ กล่าวว่า ผลจากมาตรการดังกล่าวจะทำให้มีประชาชนและผู้ประกอบการเข้าถึงสินเชื่อเพิ่มขึ้น 7.3 แสนราย แยกเป็นเกษตรกร 1.75 แสนราย ประชาชนและผู้ประกอบการรายย่อย 5.5 แสนราย เอสเอ็มอี ผู้ประกอบการท่องเที่ยวกว่า 3,000 ราย และผู้ส่งออกอีก 1,500 ราย
“การปล่อยกู้รอบนี้จะผูกติดกับการทยอยเพิ่มทุนให้แต่ละธนาคารตามฝีมือการปล่อยสินเชื่อด้วย” นายกรณ์ กล่าว โครงการสินเชื่อฟาสต์แทร็กที่ดำเนินการในครั้งเพื่อแก้ปัญหาในหลายเรื่อง ได้แก่ การเร่งอนุมัติสินเชื่อของทุกธนาคารภายใน 3, 5, 7, 15 หรือ 21 วัน ตามประเภทและขนาดของวงเงินสินเชื่อ โดยกระจายอำนาจในการตัดสินใจอนุมัติสินเชื่อให้กับระดับสาขา การปรับปรุงแบบฟอร์มและขั้นตอนการขออนุมัติสินเชื่อให้กระชับขึ้น เพื่อให้ผู้ประกอบการเข้าถึงสินเชื่อได้ง่ายและรวดเร็วขึ้น
นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ รมช.คลัง กล่าวว่า หากธนาคารเห็นว่าการปล่อยสินเชื่อตามโครงการจะมีปัญหาหนี้เสียเกิดขึ้น ก็ขอให้เสนอขอให้มีการแยกบัญชีได้ในการประชุมคณะกรรมการเร่งรัดสินเชื่อ ที่จะมีการประชุมกันทุกสัปดาห์ และวันที่ 1 ก.ย. จะเสนอต่อครม. อนุมัติให้แยกบัญชีสำหรับการค้ำประกันสินเชื่อในโครงการฟาสต์แทร็กของบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม เพื่อให้ขยายสินเชื่อลงไป 3 หมื่นล้านบาท
แหล่งที่มา หนังสือพิมพ์โพลต์ทูเดย์
คำถาม
1. ธนาคารออมสินได้ปล่อยสินเชื่อจากโครงการอนุมัติด่วนฟาสต์แทร็กเท่าไร
2. โครงการสินเชื่ออนุมัติด่วน (ฟาสต์แทร็ก)ได้ตั้งเป้าหมายว่าให้สถาบันการเงินใดปล่อยสินเชื่อ และกี่แห่ง
3. โครงการสินเชื่ออนุมัติด่วน (ฟาสต์แทร็ก)ได้เพิ่มวงเงินสินเชื่อจากเดิมเท่าไร และเพิ่มจนถึงเท่าไร
ฟาสต์แทร็กดึงศก.โต0.9%
คลังฝันปั้นสินเชื่อธนาคาร 9.27 แสนล้านบาท ดันเศรษฐกิจโตอีก 0.9%
นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง เปิดเผยในการแถลงข่าวโครงการสินเชื่ออนุมัติด่วน (ฟาสต์แทร็ก) เพื่อช่วยเหลือธุรกิจไทยว่า ได้ตั้งเป้าหมายให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ 6 แห่ง อนุมัติสินเชื่อเพิ่มขึ้นอีก 3 แสนล้านบาท จากเป้าหมายเดิม 6.25 แสนล้านบาท เพิ่มใหม่เป็น 9.27 แสนล้านบาท โดยได้ตั้งเป้าหมายการเบิกจ่ายสินเชื่อให้ได้ 80% ของวงเงินสินเชื่อที่ตั้งไว้ภายในสิ้นปี 2552
นายกรณ์ กล่าวว่า หากดำเนินการตามแผนจะส่งผลช่วยกระตุ้นการบริโภค การลงทุน และการส่งออกเพิ่มขึ้น และมีผลให้เศรษฐกิจในปี 2552 ขยายตัวเพิ่มขึ้น 0.5-0.9%
อย่างไรก็ตาม ในช่วง 7 เดือนที่ผ่านมาสถาบันการเงินเฉพาะกิจได้ปล่อยสินเชื่อรวมกันเป็นเงินกว่า 6.22 แสนล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 99.54%
นายกรณ์ กล่าวว่า ผลจากมาตรการดังกล่าวจะทำให้มีประชาชนและผู้ประกอบการเข้าถึงสินเชื่อเพิ่มขึ้น 7.3 แสนราย แยกเป็นเกษตรกร 1.75 แสนราย ประชาชนและผู้ประกอบการรายย่อย 5.5 แสนราย เอสเอ็มอี ผู้ประกอบการท่องเที่ยวกว่า 3,000 ราย และผู้ส่งออกอีก 1,500 ราย
“การปล่อยกู้รอบนี้จะผูกติดกับการทยอยเพิ่มทุนให้แต่ละธนาคารตามฝีมือการปล่อยสินเชื่อด้วย” นายกรณ์ กล่าว โครงการสินเชื่อฟาสต์แทร็กที่ดำเนินการในครั้งเพื่อแก้ปัญหาในหลายเรื่อง ได้แก่ การเร่งอนุมัติสินเชื่อของทุกธนาคารภายใน 3, 5, 7, 15 หรือ 21 วัน ตามประเภทและขนาดของวงเงินสินเชื่อ โดยกระจายอำนาจในการตัดสินใจอนุมัติสินเชื่อให้กับระดับสาขา การปรับปรุงแบบฟอร์มและขั้นตอนการขออนุมัติสินเชื่อให้กระชับขึ้น เพื่อให้ผู้ประกอบการเข้าถึงสินเชื่อได้ง่ายและรวดเร็วขึ้น
นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ รมช.คลัง กล่าวว่า หากธนาคารเห็นว่าการปล่อยสินเชื่อตามโครงการจะมีปัญหาหนี้เสียเกิดขึ้น ก็ขอให้เสนอขอให้มีการแยกบัญชีได้ในการประชุมคณะกรรมการเร่งรัดสินเชื่อ ที่จะมีการประชุมกันทุกสัปดาห์ และวันที่ 1 ก.ย. จะเสนอต่อครม. อนุมัติให้แยกบัญชีสำหรับการค้ำประกันสินเชื่อในโครงการฟาสต์แทร็กของบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม เพื่อให้ขยายสินเชื่อลงไป 3 หมื่นล้านบาท
แหล่งที่มา หนังสือพิมพ์โพลต์ทูเดย์
คำถาม
1. ธนาคารออมสินได้ปล่อยสินเชื่อจากโครงการอนุมัติด่วนฟาสต์แทร็กเท่าไร
2. โครงการสินเชื่ออนุมัติด่วน (ฟาสต์แทร็ก)ได้ตั้งเป้าหมายว่าให้สถาบันการเงินใดปล่อยสินเชื่อ และกี่แห่ง
3. โครงการสินเชื่ออนุมัติด่วน (ฟาสต์แทร็ก)ได้เพิ่มวงเงินสินเชื่อจากเดิมเท่าไร และเพิ่มจนถึงเท่าไร
วันอังคารที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2552
กลับมาอีกครั้งกับโครงการสินเชื่อซับน้ำตาจาก ibank ในงาน“OTOP Mid Year 2009” และ“ฟ้าสดใส คนไทยยิ้มได้ ครั้งที่3”
จัดทำโดย น.ส. นภาพร พากเพียร 5001103025
กลับมาอีกครั้งกับโครงการสินเชื่อซับน้ำตาจาก ibank ในงาน“OTOP Mid Year 2009” และ“ฟ้าสดใส คนไทยยิ้มได้ ครั้งที่3”
Ibankร่วมออกบูธงาน “OTOP Mid – Year 2009 โอทอปช้อปช่วยชาติ” ที่เมืองทองธานี และงาน“ฟ้าสดใส คนไทยยิ้มได้ ครั้งที่3”ที่ไบเทค บางนา โดยนำโครงการสินเชื่อซับน้ำตากลับมาให้บริการอีกครั้ง หวังช่วยลดภาระค่าครองชีพให้กับประชาชน และเป็นอีกหนึ่งช่องทางในการกระจายสินเชื่อสู่ผู้ประกอบการรายย่อย นายธีรศักดิ์ สุวรรณยศ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย หรือ ibank กล่าวว่า ธนาคารได้ร่วมออกบูธในงาน “OTOP Mid Year 2009 โอทอปช้อปช่วยชาติ” ระหว่างวันที่ 22-30 สิงหาคมนี้ ณ อาคารชาเลนเจอร์ 1-3 อิมแพค เมืองทองธานี และงาน “ฟ้าสดใส คนไทยยิ้มได้ ครั้งที่ 3 ” ที่ไบเทค บางนา ระหว่างวันที่ 24-30 สิงหาคม 2552 โดยทั้ง 2 งาน ธนาคารได้นำโครงการสินเชื่อซับน้ำตา ประกอบด้วย สินเชื่อเพื่อซื้อหรือไถ่ถอนที่อยู่อาศัย และสินเชื่อเพื่อรีไฟแนนซ์หนี้บัตรเครดิต/สินเชื่อบุคคล กลับมาให้บริการอีกครั้ง โดยธนาคารได้ขยายระยะเวลาการให้บริการไปจนถึงสิ้นปี 2552 ซึ่งถือเป็นการสานต่อโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล ที่ต้องการกระตุ้นการบริโภค และลดภาระค่าครองชีพให้กับประชาชนอย่างต่อเนื่องโดยประชาชนที่สนใจสินเชื่อซับน้ำตาในส่วนของการซื้อหรือไถ่ถอนที่อยู่อาศัย สามารถเลือกผ่อนชำระได้ 2 แบบ คือ แบบที่1 กรณีปลอดชำระเงินต้นภายใน 3 ปีแรก ปีที่ 1-3 คิดอัตรากำไร 4.50% ปีที่ 4 ขึ้นไป คิดอัตรากำไร SPRL-0.5% และแบบที่ 2 สำหรับบุคคลทั่วไป ปีที่ 1 คิดอัตรากำไร 1.85% ปีที่ 2 ขึ้นไป คิดอัตรากำไร SPRL – 1.5% แต่ถ้าเป็นข้าราชการหรือพนักงานรัฐวิสาหกิจ ปีที่ 1 คิดอัตรากำไร 1.50% ปีที่ 2 ขึ้นไป คิดอัตรากำไร SPRL -1.5% ขณะที่ในส่วนของสินเชื่อเพื่อรีไฟแนนซ์หนี้บัตรเครดิต ธนาคารยังคงคิดอัตรากำไร SPRR +7.25% ต่อปี โดยสามารถเลือกผ่อนชำระได้ตั้งแต่ 6 เดือนถึง 6 ปี
นอกจากนี้ ธนาคารยังเปิดให้บริการสินเชื่อธุรกิจสำหรับผู้ประกอบการกลุ่มสินค้า OTOP ประกอบด้วยสินเชื่อ 3 แบบ คือ 1. สินเชื่อระยะยาว ซึ่งปีแรก ธนาคารคิดอัตรากำไร SPRL -1.0% ต่อปี และตั้งแต่ปีที่ 2-7 คิดอัตรากำไร SPRL 2.สินเชื่อหมุนเวียน และ3.วงเงิน Trade Finance หากวงเงินไม่เกิน 20 ล้านบาท จะคิดอัตรากำไร SPRR -1.0%ต่อปี แต่หากวงเงินสูงกว่า 20 ล้านบาทขึ้นไป คิดอัตรากำไร SPR -1.0%
และสำหรับลูกค้าที่เปิดบัญชีออมทรัพย์กับธนาคารภายในงานจะได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมในการออกบัตรเอทีเอ็ม บัตรเงินและบัตรทองฟรี (ทั้งนี้ไม่รวมค่าเบี้ยประกันภัยสำหรับบัตร ATM ทอง)
นายธีรศักดิ์ กล่าวอีกว่า การเข้าร่วมออกบูธทั้ง 2 งานของธนาคารในครั้งนี้ เชื่อว่าจะเป็นอีกหนึ่งช่องทางในการกระจายสินเชื่อให้กับผู้ประกอบการรายย่อยได้อย่างทั่วถึง และจะช่วยลดภาระค่าครองชีพให้กับประชาชนที่เข้ามาใช้บริการโครงการสินเชื่อซับน้ำตาของธนาคาร ปัจจุบัน SPRL= 6.75% , SPRR = 7.25% และ SPR = 7.0%
แหล่งที่มา http://www.newswit.com/news/2009-08-25/874a543eba26c98d35fcd718ed042f5d/
คำถาม
1.โครงการสินเชื่อซับน้ำตามีจุดประสงค์อะไรในการกลับมาจัดบริการอีกครั้ง
2.การซื้อหรือไถ่ถอนที่อยู่อาศัย สามารถเลือกผ่อนชำระได้ กี่แบบ และอะไรบ้าง
3.บริการสินเชื่อธุรกิจสำหรับผู้ประกอบการกลุ่มสินค้า OTOP ประกอบด้วยสินเชื่อกี่แบบ และอะไรบ้าง
กลับมาอีกครั้งกับโครงการสินเชื่อซับน้ำตาจาก ibank ในงาน“OTOP Mid Year 2009” และ“ฟ้าสดใส คนไทยยิ้มได้ ครั้งที่3”
Ibankร่วมออกบูธงาน “OTOP Mid – Year 2009 โอทอปช้อปช่วยชาติ” ที่เมืองทองธานี และงาน“ฟ้าสดใส คนไทยยิ้มได้ ครั้งที่3”ที่ไบเทค บางนา โดยนำโครงการสินเชื่อซับน้ำตากลับมาให้บริการอีกครั้ง หวังช่วยลดภาระค่าครองชีพให้กับประชาชน และเป็นอีกหนึ่งช่องทางในการกระจายสินเชื่อสู่ผู้ประกอบการรายย่อย นายธีรศักดิ์ สุวรรณยศ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย หรือ ibank กล่าวว่า ธนาคารได้ร่วมออกบูธในงาน “OTOP Mid Year 2009 โอทอปช้อปช่วยชาติ” ระหว่างวันที่ 22-30 สิงหาคมนี้ ณ อาคารชาเลนเจอร์ 1-3 อิมแพค เมืองทองธานี และงาน “ฟ้าสดใส คนไทยยิ้มได้ ครั้งที่ 3 ” ที่ไบเทค บางนา ระหว่างวันที่ 24-30 สิงหาคม 2552 โดยทั้ง 2 งาน ธนาคารได้นำโครงการสินเชื่อซับน้ำตา ประกอบด้วย สินเชื่อเพื่อซื้อหรือไถ่ถอนที่อยู่อาศัย และสินเชื่อเพื่อรีไฟแนนซ์หนี้บัตรเครดิต/สินเชื่อบุคคล กลับมาให้บริการอีกครั้ง โดยธนาคารได้ขยายระยะเวลาการให้บริการไปจนถึงสิ้นปี 2552 ซึ่งถือเป็นการสานต่อโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล ที่ต้องการกระตุ้นการบริโภค และลดภาระค่าครองชีพให้กับประชาชนอย่างต่อเนื่องโดยประชาชนที่สนใจสินเชื่อซับน้ำตาในส่วนของการซื้อหรือไถ่ถอนที่อยู่อาศัย สามารถเลือกผ่อนชำระได้ 2 แบบ คือ แบบที่1 กรณีปลอดชำระเงินต้นภายใน 3 ปีแรก ปีที่ 1-3 คิดอัตรากำไร 4.50% ปีที่ 4 ขึ้นไป คิดอัตรากำไร SPRL-0.5% และแบบที่ 2 สำหรับบุคคลทั่วไป ปีที่ 1 คิดอัตรากำไร 1.85% ปีที่ 2 ขึ้นไป คิดอัตรากำไร SPRL – 1.5% แต่ถ้าเป็นข้าราชการหรือพนักงานรัฐวิสาหกิจ ปีที่ 1 คิดอัตรากำไร 1.50% ปีที่ 2 ขึ้นไป คิดอัตรากำไร SPRL -1.5% ขณะที่ในส่วนของสินเชื่อเพื่อรีไฟแนนซ์หนี้บัตรเครดิต ธนาคารยังคงคิดอัตรากำไร SPRR +7.25% ต่อปี โดยสามารถเลือกผ่อนชำระได้ตั้งแต่ 6 เดือนถึง 6 ปี
นอกจากนี้ ธนาคารยังเปิดให้บริการสินเชื่อธุรกิจสำหรับผู้ประกอบการกลุ่มสินค้า OTOP ประกอบด้วยสินเชื่อ 3 แบบ คือ 1. สินเชื่อระยะยาว ซึ่งปีแรก ธนาคารคิดอัตรากำไร SPRL -1.0% ต่อปี และตั้งแต่ปีที่ 2-7 คิดอัตรากำไร SPRL 2.สินเชื่อหมุนเวียน และ3.วงเงิน Trade Finance หากวงเงินไม่เกิน 20 ล้านบาท จะคิดอัตรากำไร SPRR -1.0%ต่อปี แต่หากวงเงินสูงกว่า 20 ล้านบาทขึ้นไป คิดอัตรากำไร SPR -1.0%
และสำหรับลูกค้าที่เปิดบัญชีออมทรัพย์กับธนาคารภายในงานจะได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมในการออกบัตรเอทีเอ็ม บัตรเงินและบัตรทองฟรี (ทั้งนี้ไม่รวมค่าเบี้ยประกันภัยสำหรับบัตร ATM ทอง)
นายธีรศักดิ์ กล่าวอีกว่า การเข้าร่วมออกบูธทั้ง 2 งานของธนาคารในครั้งนี้ เชื่อว่าจะเป็นอีกหนึ่งช่องทางในการกระจายสินเชื่อให้กับผู้ประกอบการรายย่อยได้อย่างทั่วถึง และจะช่วยลดภาระค่าครองชีพให้กับประชาชนที่เข้ามาใช้บริการโครงการสินเชื่อซับน้ำตาของธนาคาร ปัจจุบัน SPRL= 6.75% , SPRR = 7.25% และ SPR = 7.0%
แหล่งที่มา http://www.newswit.com/news/2009-08-25/874a543eba26c98d35fcd718ed042f5d/
คำถาม
1.โครงการสินเชื่อซับน้ำตามีจุดประสงค์อะไรในการกลับมาจัดบริการอีกครั้ง
2.การซื้อหรือไถ่ถอนที่อยู่อาศัย สามารถเลือกผ่อนชำระได้ กี่แบบ และอะไรบ้าง
3.บริการสินเชื่อธุรกิจสำหรับผู้ประกอบการกลุ่มสินค้า OTOP ประกอบด้วยสินเชื่อกี่แบบ และอะไรบ้าง
วันจันทร์ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2552
จ่อคิวปิดกิจการอีกเพียบ
จัดทำโดย น.ส.จรันยา ไตรยัญสุวรรณ 5001103109
จ่อคิวปิดกิจการอีกเพียบ
ประธานสมาคมธนาคารไทย เชื่อ "แบงก์โคโลเนียล" ไม่กระทบต่อสถาบันการเงินไทย ด้านนักวิเคราะห์ ชี้ อาจกระทบบรรยากาศลงทุนตลาดหุ้นแต่ไม่รุนแรง ...รัฐบาลสหรัฐฯสั่งปิดกิจการแบงก์โคโลเนียล ขนาดสินทรัพย์ 8.5 แสนล้านบาท ประธานสมาคมธนาคารไทย ออกโรงการันตีไม่มีผลกระทบต่อสถาบันการเงินไทย จับตาก่อนสิ้นปีเห็นแบงก์มะกันล้มอีกเพียบสำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันที่ 15 ส.ค.ที่ผ่านมาว่า รัฐบาลสหรัฐอเมริกาได้สั่งปิดธนาคารโคโลเนียล (Colonail) ซึ่งมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่รัฐอลาบามา ประเทศสหรัฐอเมริกา และมีสาขาอยู่กว่า 346 แห่งทั่วประเทศ โดยให้เข้าสู่กระบวนการล้มละลายและขายกิจการให้แก่ธนาคารบีบีแอนด์ที (BB & T) ซึ่งเป็นคู่แข่ง ทำให้กรณีดังกล่าวกลายเป็นเหตุการณ์แบงก์ล้มที่ใหญ่ที่สุดของปีนี้ขณะที่สถาบันประกันเงินฝากแห่งประเทศสหรัฐอเมริกา หรือ FDIC ได้ออกแถลงการณ์ระบุว่า สาขาของโคโลเนียลแบงก์ทั้งหมดที่จะเปิดให้บริการใหม่ได้ทันที แต่จะเปลี่ยนเป็นสาขาของบีบีแอนด์ทีแบงก์ทั้งหมด ส่วนเงินฝากของลูกค้า ทาง FDIC จะรับประกันให้ต่อไปกรณีโคโลเนียลแบงก์กลายเป็นเหตุการณ์ แบงก์ล้มที่ใหญ่ที่สุดประจำปีนี้ หลังจากปีที่ผ่านมา สถาบันการเงินในสหรัฐอเมริกาประกาศล้มละลาย ขายกิจการเป็นจำนวนถึง 25 แห่ง จนลามเลียกลายเป็นวิกฤติเศรษฐกิจแพร่ขยายไปทั่วโลก ณ สิ้นสุดเดือน มิ.ย. โคโลเนียลแบงก์มีสินทรัพย์รวมที่ 25,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 850,000 ล้านบาท มียอดเงินฝากรวม 20,000 ล้านเหรียญฯ หรือประมาณ 680,000 ล้านบาทส่วนความเสียหายที่ FDIC จะต้องรับผิดชอบคาดว่าจะมีมูลค่าอยู่ที่ประมาณ 28,000 ล้านเหรียญฯ หรือราว 950,000 ล้านบาท นอกเหนือจากข้อตกลงร่วมกันระหว่าง FDIC และบีบีแอนด์ทีที่จะร่วมรับผิดชอบส่วนขาดทุนที่มีมูลค่าอีกกว่า 15,000 ล้านเหรียญฯ หรือ 510,000 ล้านบาททั้งนี้ โคโลเนียลแบงก์เปิดให้บริการมาแล้ว 28 ปี มีสาขาครอบคลุม 5 รัฐใหญ่ ได้แก่อลาบามา ฟลอริดา จอร์เจีย เนวาดา และเท็กซัส แต่จะเน้นปล่อยสินเชื่อให้กับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ใน 2 รัฐ คือ ฟลอริดาและเนวาดา แน่นอนโคโลเนียลประสบชะตากรรมเดียวกับสถาบันการเงินในสหรัฐฯทั่วไป ที่ปล่อยกู้ให้กับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และต้องเผชิญกับปัญหาหนี้เสียท่วมแบงก์ ตลอดจนข้อหาผู้บริหารทุจริต ความล้มเหลวสะท้อนให้เห็นจากมูลค่าหุ้นของแบงก์ ที่ลดลงเหลือ 25 เซนต์ จากประมาณ 25 เหรียญฯต่อหุ้นเมื่อ 2 ปีที่แล้ว ด้านนายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ในฐานะประธานสมาคมธนาคารไทย กล่าวว่า แบงก์โคโลเนียลที่ถูกสั่งปิดกิจการไม่ส่งผลกระทบต่อสถาบันการเงินและธนาคารพาณิชย์ของไทย เนื่องจากไม่มีการทำธุรกรรมการเงินที่เกี่ยวเนื่องกันสำหรับสถาบันการเงินของสหรัฐฯขณะนี้ยังไม่ได้รับการแก้ไขปัญหา ดังนั้น ในช่วงไตรมาส 3 และไตรมาส 4 ของปีนี้ยังคงเห็นธนาคารพาณิชย์ ของสหรัฐฯปิดกิจการตามมาอีก ซึ่งเป็นผลจากภาวะเศรษฐกิจ ทำให้หนี้เสียปรับตัวสูงขึ้น ต้องใช้เงินกันสำรองเพิ่มขึ้น หากไม่สามารถหาเงินเพิ่มทุนได้ ก็ถูกทางการเข้าไปแทรกแซง อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่เกิดขึ้นในสหรัฐฯ จะส่งผลกระทบต่อธุรกิจส่งออกของไทย เนื่องจากตลาดสหรัฐฯถือเป็นตลาดใหญ่"เศรษฐกิจสหรัฐฯยังคงมีปัญหาอีกต่อไป เพราะปัญหาสถาบันการเงินยังไม่ได้รับการแก้ไข หากเศรษฐกิจจะฟื้นตัว สถาบันการเงินต้องได้รับการแก้ไขเป็นอันดับแรก เพื่อให้กลับมาทำหน้าที่ปล่อยสินเชื่เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ เหมือนกับวิกฤติเศรษฐกิจไทยในปี 40"นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า แบงก์โคโลเนียลที่ถูกปิดกิจการไม่มีผลกระทบต่อธนาคารพาณิชย์ของไทย แต่จากการติดตามข่าวก่อนหน้านี้มีแบงก์ในสหรัฐฯถึง 600 แห่ง ที่มีเงินกองทุนไม่เพียงพอ และส่วนใหญ่เป็นแบงก์ขนาดเล็ก ดังนั้นการถูกสั่งปิดกิจการจึงไม่เป็นเรื่องแปลกขณะที่นายสมบัติ นราวุฒิชัย เลขาธิการสมาคมนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ กล่าวว่า อาจมีผลกระทบต่อบรรยากาศการลงทุนบ้าง แต่คงไม่รุนแรงถึงขั้นสะเทือนตลาดเงินตลาดทุนโลกเท่ากับตอนช่วงที่บริษัทเลห์แมนบราเตอร์สล้ม.
ที่มา http://www.thairath.co.th/content/eco/26842
คำถาม
1. รัฐบาลสหรัฐฯสั่งปิดกิจการแบงก์โคโลเนียล ขนาดสินทรัพย์กี่บาท
2.โคโลเนียลแบงก์มีสาขาครอบคลุมกี่รัฐ ได้แก่รัฐอะไรบ้าง
3.ปัญหาที่เกิดขึ้นในสหรัฐฯ จะส่งผลกระทบต่อธุรกิจประเภทใดของไทย เนื่องจากอะไร
จ่อคิวปิดกิจการอีกเพียบ
ประธานสมาคมธนาคารไทย เชื่อ "แบงก์โคโลเนียล" ไม่กระทบต่อสถาบันการเงินไทย ด้านนักวิเคราะห์ ชี้ อาจกระทบบรรยากาศลงทุนตลาดหุ้นแต่ไม่รุนแรง ...รัฐบาลสหรัฐฯสั่งปิดกิจการแบงก์โคโลเนียล ขนาดสินทรัพย์ 8.5 แสนล้านบาท ประธานสมาคมธนาคารไทย ออกโรงการันตีไม่มีผลกระทบต่อสถาบันการเงินไทย จับตาก่อนสิ้นปีเห็นแบงก์มะกันล้มอีกเพียบสำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันที่ 15 ส.ค.ที่ผ่านมาว่า รัฐบาลสหรัฐอเมริกาได้สั่งปิดธนาคารโคโลเนียล (Colonail) ซึ่งมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่รัฐอลาบามา ประเทศสหรัฐอเมริกา และมีสาขาอยู่กว่า 346 แห่งทั่วประเทศ โดยให้เข้าสู่กระบวนการล้มละลายและขายกิจการให้แก่ธนาคารบีบีแอนด์ที (BB & T) ซึ่งเป็นคู่แข่ง ทำให้กรณีดังกล่าวกลายเป็นเหตุการณ์แบงก์ล้มที่ใหญ่ที่สุดของปีนี้ขณะที่สถาบันประกันเงินฝากแห่งประเทศสหรัฐอเมริกา หรือ FDIC ได้ออกแถลงการณ์ระบุว่า สาขาของโคโลเนียลแบงก์ทั้งหมดที่จะเปิดให้บริการใหม่ได้ทันที แต่จะเปลี่ยนเป็นสาขาของบีบีแอนด์ทีแบงก์ทั้งหมด ส่วนเงินฝากของลูกค้า ทาง FDIC จะรับประกันให้ต่อไปกรณีโคโลเนียลแบงก์กลายเป็นเหตุการณ์ แบงก์ล้มที่ใหญ่ที่สุดประจำปีนี้ หลังจากปีที่ผ่านมา สถาบันการเงินในสหรัฐอเมริกาประกาศล้มละลาย ขายกิจการเป็นจำนวนถึง 25 แห่ง จนลามเลียกลายเป็นวิกฤติเศรษฐกิจแพร่ขยายไปทั่วโลก ณ สิ้นสุดเดือน มิ.ย. โคโลเนียลแบงก์มีสินทรัพย์รวมที่ 25,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 850,000 ล้านบาท มียอดเงินฝากรวม 20,000 ล้านเหรียญฯ หรือประมาณ 680,000 ล้านบาทส่วนความเสียหายที่ FDIC จะต้องรับผิดชอบคาดว่าจะมีมูลค่าอยู่ที่ประมาณ 28,000 ล้านเหรียญฯ หรือราว 950,000 ล้านบาท นอกเหนือจากข้อตกลงร่วมกันระหว่าง FDIC และบีบีแอนด์ทีที่จะร่วมรับผิดชอบส่วนขาดทุนที่มีมูลค่าอีกกว่า 15,000 ล้านเหรียญฯ หรือ 510,000 ล้านบาททั้งนี้ โคโลเนียลแบงก์เปิดให้บริการมาแล้ว 28 ปี มีสาขาครอบคลุม 5 รัฐใหญ่ ได้แก่อลาบามา ฟลอริดา จอร์เจีย เนวาดา และเท็กซัส แต่จะเน้นปล่อยสินเชื่อให้กับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ใน 2 รัฐ คือ ฟลอริดาและเนวาดา แน่นอนโคโลเนียลประสบชะตากรรมเดียวกับสถาบันการเงินในสหรัฐฯทั่วไป ที่ปล่อยกู้ให้กับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และต้องเผชิญกับปัญหาหนี้เสียท่วมแบงก์ ตลอดจนข้อหาผู้บริหารทุจริต ความล้มเหลวสะท้อนให้เห็นจากมูลค่าหุ้นของแบงก์ ที่ลดลงเหลือ 25 เซนต์ จากประมาณ 25 เหรียญฯต่อหุ้นเมื่อ 2 ปีที่แล้ว ด้านนายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ในฐานะประธานสมาคมธนาคารไทย กล่าวว่า แบงก์โคโลเนียลที่ถูกสั่งปิดกิจการไม่ส่งผลกระทบต่อสถาบันการเงินและธนาคารพาณิชย์ของไทย เนื่องจากไม่มีการทำธุรกรรมการเงินที่เกี่ยวเนื่องกันสำหรับสถาบันการเงินของสหรัฐฯขณะนี้ยังไม่ได้รับการแก้ไขปัญหา ดังนั้น ในช่วงไตรมาส 3 และไตรมาส 4 ของปีนี้ยังคงเห็นธนาคารพาณิชย์ ของสหรัฐฯปิดกิจการตามมาอีก ซึ่งเป็นผลจากภาวะเศรษฐกิจ ทำให้หนี้เสียปรับตัวสูงขึ้น ต้องใช้เงินกันสำรองเพิ่มขึ้น หากไม่สามารถหาเงินเพิ่มทุนได้ ก็ถูกทางการเข้าไปแทรกแซง อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่เกิดขึ้นในสหรัฐฯ จะส่งผลกระทบต่อธุรกิจส่งออกของไทย เนื่องจากตลาดสหรัฐฯถือเป็นตลาดใหญ่"เศรษฐกิจสหรัฐฯยังคงมีปัญหาอีกต่อไป เพราะปัญหาสถาบันการเงินยังไม่ได้รับการแก้ไข หากเศรษฐกิจจะฟื้นตัว สถาบันการเงินต้องได้รับการแก้ไขเป็นอันดับแรก เพื่อให้กลับมาทำหน้าที่ปล่อยสินเชื่เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ เหมือนกับวิกฤติเศรษฐกิจไทยในปี 40"นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า แบงก์โคโลเนียลที่ถูกปิดกิจการไม่มีผลกระทบต่อธนาคารพาณิชย์ของไทย แต่จากการติดตามข่าวก่อนหน้านี้มีแบงก์ในสหรัฐฯถึง 600 แห่ง ที่มีเงินกองทุนไม่เพียงพอ และส่วนใหญ่เป็นแบงก์ขนาดเล็ก ดังนั้นการถูกสั่งปิดกิจการจึงไม่เป็นเรื่องแปลกขณะที่นายสมบัติ นราวุฒิชัย เลขาธิการสมาคมนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ กล่าวว่า อาจมีผลกระทบต่อบรรยากาศการลงทุนบ้าง แต่คงไม่รุนแรงถึงขั้นสะเทือนตลาดเงินตลาดทุนโลกเท่ากับตอนช่วงที่บริษัทเลห์แมนบราเตอร์สล้ม.
ที่มา http://www.thairath.co.th/content/eco/26842
คำถาม
1. รัฐบาลสหรัฐฯสั่งปิดกิจการแบงก์โคโลเนียล ขนาดสินทรัพย์กี่บาท
2.โคโลเนียลแบงก์มีสาขาครอบคลุมกี่รัฐ ได้แก่รัฐอะไรบ้าง
3.ปัญหาที่เกิดขึ้นในสหรัฐฯ จะส่งผลกระทบต่อธุรกิจประเภทใดของไทย เนื่องจากอะไร
วันอังคารที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2552
ชีวิตคู่กับการวางแผนทางการเงิน
จัดทำโดย นางสาว ชลาลัย เขมะอินธิชัย เลขทะเบียน 5001103011
ชีวิตคู่กับการวางแผนทางการเงิน
การแต่งงานใครๆ ก็เห็นด้วยว่าเป็นเรื่องใหญ่ เรื่องสำคัญในชีวิตของคนเรา ไม่ใช่เรื่องของคนแค่สองคนแต่ยังต้องรวมไปถึงญาติ และครอบครัวของทั้งสองฝ่ายด้วย ตั้งแต่ไหนแต่ไรมาคู่แต่งงานมักจะให้ความสำคัญกับงานเลี้ยงฉลองมงคลสมรส งานเลี้ยง งานฉลองที่มีแขกเหรื่อมากมาย ทั้งญาติสนิท มิตรสหาย เพื่อนสมัยเรียน เพื่อนร่วมงาน เจ้านาย ลูกน้องของทั้งสองฝ่ายเยอะแยะไปหมด
แม้ว่าในปัจจุบันจะมี Wedding Organizer มี Wedding Studio รับจัดการ ดูแล และออกแบบงานแต่งงานให้แบบครบวงจรก็ตาม ว่าที่เจ้าบ่าว เจ้าสาวทั้งหลายก็ยังมีเรื่องให้วิ่งวุ่นๆ หลายเรื่องเพื่อให้งานเลี้ยงแม้เพียงช่วงไม่กี่ชั่วโมงออกมาดีที่สุด นั่นก็ว่าด้วยเรื่องก่อนแต่ง พอแต่งงานไปแล้ว น่าจะต้องวางแผนการแต่งเงินด้วย คนเราต่อให้รักกันปานใด รู้จักกันมานานเพียงใด หากไม่จัดการเรื่องเงินๆ ทองๆ ของชีวิตคู่ให้ชัดเจน ปล่อยให้คลุมๆ เครือๆ ไม่รู้ว่าคู่ชีวิตมีเงินเดือนประมาณเท่าใด ค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่เป็นค่าอะไร มีหนี้สินอยู่บ้างมั้ย เป็นหนี้อะไรบ้าง จำนวนเท่าไร ต้องส่งเสีย ดูแลครอบครัว พ่อแม่พี่น้องบ้างมั้ย ความไม่รู้หรือความคลุมเครือจะก่อให้เกิดการระหองระแหง สร้างความไม่ไว้ใจซึ่งกันและกัน ความไม่เข้าใจกัน ซึ่งจะบั่นทอนความสุข ความอบอุ่นในการใช้ชีวิตคู่ไปอย่างน่าเสียดาย
การแต่งเงินที่ดี ที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับวิถีชีวิตของแต่ละคู่ ที่จะต้องร่วมกันออกแบบ โดยควรจะเริ่มจากการทำบันทึกรายได้ และการใช้จ่ายสักสองหรือสามเดือน เพื่อติดตามพฤติกรรมการใช้จ่ายของทั้งสองคน และเพื่อตรวจสอบค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นร่วมกัน เริ่มตั้งแต่บันทึกเงินเดือน รายได้ต่างๆ แล้วตามด้วยค่าใช้จ่ายร่วมทั้ง ค่าเช่าบ้านหรือผ่อนบ้าน ค่าผ่อนรถหรือค่าเดินทาง ค่าน้ำมัน ค่าอาหาร ค่าเครื่องอุปโภคบริโภค ค่าน้ำค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ ค่าเสื้อผ้า แล้วตามด้วยค่าใช้จ่ายส่วนตัว การบันทึกนี้จะช่วยให้ทั้งคู่ได้รับรู้รายได้ และภาระค่าใช้จ่ายของกันและกัน รวมทั้งส่วนที่จะต้องรับผิดชอบร่วมกัน
ลองนึกดูหากเรารู้แต่ว่าคู่ชีวิตของเรามีรายได้ มีเงินเดือนเท่านั้น เท่านี้ แล้วประเมินเอาเองว่า น่าจะมีเงินให้เรา หรือให้ครอบครัวเท่านั้น เท่านี้ น่าจะซื้อนั่น จ่ายนี่ให้เราได้ แบบนี้ไม่ดีแน่ เพราะโดยปกติเรามักมีแนวโน้มจะคิดและตีความอะไรเข้าข้างตัวเอง แล้วความไม่เข้าใจกันก็จะก่อร่างสร้างตัวขึ้น เพราะความไม่รู้ เพราะมีแต่ข้อมูลรายได้ด้านเดียว
นอกจากนี้ การทำบันทึกแบบนี้จะทำให้ทั้งคู่ได้เห็นพฤติกรรมการใช้จ่ายของกันและกันด้วย คู่ชีวิตของเราอาจจะงกกว่าที่เรารู้จัก หรือฟุ่มเฟือยมากกว่าที่เราคิด การรับรู้น่าจะนำไปสู่การพูดคุยเพื่อปรับจูนให้เข้ากันได้ดีขึ้น ข้อมูลสำคัญนี้จะช่วยให้การแต่งเงินเป็นไปอย่างเหมาะสม หลายคู่อาจจะตกลงจะรวมกระเป๋ากันแล้วให้คุณแม่บ้านเป็นผู้บริหาร แต่หลายคู่อาจจะยังคงแยกกระเป๋ากัน แต่มี "กองทุนครอบครัวอบอุ่น" สำหรับค่าใช้จ่ายร่วมโดยอาจจะรับผิดชอบคนละเท่าๆ กัน หรือตามสัดส่วนรายได้ก็แล้วแต่จะพูดคุยกัน เพื่อยังคงความเป็นอิสระ ความส่วนตัวไว้บ้าง
หลายคนอาจจะต้องพบกับปัญหาทางการเงินของคู่ชีวิตที่คาดไม่ถึง แต่เมื่อเราตัดสินใจจะใช้ชีวิตร่วมกันแล้ว คู่ชีวิตที่ดี ย่อมต้องเชื่อมั่นในกันและกัน ช่วยกันฟันฝ่าอุปสรรคทางการเงินไปให้ได้ อาจจะต้องเริ่มจากการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต ตั้งเป้าหมาย หาวิธีจัดการหนี้ และตัดลดค่าใช้จ่ายลงเพื่อให้การจัดการหนี้สำเร็จลุล่วงไปไม่เป็นก้างขวางทางทำลายความรักที่เคยมีให้กัน
ที่สำคัญไม่แพ้กันก็คือ ทุกคู่ควรมีการกำหนดเป้าหมายในอนาคตร่วมกัน อย่างเช่น การซื้อบ้าน ซื้อรถ การท่องเที่ยว การดูแลคุณพ่อคุณแม่ ญาติๆ ของทั้งสองฝ่าย การมีลูก การศึกษาของลูก การเปลี่ยนเฟอร์นิเจอร์ การปรับปรุงตกแต่งบ้าน ซึ่งต้องกำหนดด้วยว่าเป้าหมายเหล่านี้จะเกิดขึ้นเมื่อใด เพื่อจะได้จัดตั้ง "กองทุนครอบครัวมั่นคง" สำหรับเป็นหลักประกันเพื่อความมั่นใจในอนาคต
เมื่อครอบครัวมั่นคงแล้ว ก็ต้องไม่ลืมจัดตั้ง "กองทุนครอบครัวมั่งคั่ง" สำหรับการขยายดอกผล สร้างความมั่งคั่งให้เงินทองที่มี ได้ผลิดอกออกผลจากการออม การลงทุนในรูปแบบต่างๆ ตามที่ควรจะเป็น และต้องไม่ลืมวางแผนเผื่อเหตุฉุกเฉินไว้บ้าง เพราะความไม่แน่นอน เหตุไม่คาดฝัน หรืออุบัติเหตุย่อมเกิดขึ้นได้เสมอ หลายคู่อาจจะเลือกทำประกันภัย ประกันชีวิต แต่ก็น่าจะวางแผนต้องเผื่อการตกงาน การลดลงของรายได้ เศรษฐกิจตกต่ำ รวมทั้งเหตุฉุกเฉินของญาติพี่น้องของทั้งสองฝ่ายไว้ด้วย จึงอาจจะต้องมี "กองทุนครอบครัวสุขสันต์" ไว้บ้าง...
แหล่งข้อมูล http://www.tsi-thailand.org/ http://www.set.or.th/
คำถาม
1). การแต่งเงินที่ดี ที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับวิถีชีวิตของแต่ละคู่ ที่จะต้องร่วมกันออกแบบ โดยควรจะเริ่มจากอะไร
2). "กองทุนครอบครัวอบอุ่น"คืออะไร
3). "กองทุนครอบครัวมั่งคั่ง"เหมาะสำหรับอะไร
ชีวิตคู่กับการวางแผนทางการเงิน
การแต่งงานใครๆ ก็เห็นด้วยว่าเป็นเรื่องใหญ่ เรื่องสำคัญในชีวิตของคนเรา ไม่ใช่เรื่องของคนแค่สองคนแต่ยังต้องรวมไปถึงญาติ และครอบครัวของทั้งสองฝ่ายด้วย ตั้งแต่ไหนแต่ไรมาคู่แต่งงานมักจะให้ความสำคัญกับงานเลี้ยงฉลองมงคลสมรส งานเลี้ยง งานฉลองที่มีแขกเหรื่อมากมาย ทั้งญาติสนิท มิตรสหาย เพื่อนสมัยเรียน เพื่อนร่วมงาน เจ้านาย ลูกน้องของทั้งสองฝ่ายเยอะแยะไปหมด
แม้ว่าในปัจจุบันจะมี Wedding Organizer มี Wedding Studio รับจัดการ ดูแล และออกแบบงานแต่งงานให้แบบครบวงจรก็ตาม ว่าที่เจ้าบ่าว เจ้าสาวทั้งหลายก็ยังมีเรื่องให้วิ่งวุ่นๆ หลายเรื่องเพื่อให้งานเลี้ยงแม้เพียงช่วงไม่กี่ชั่วโมงออกมาดีที่สุด นั่นก็ว่าด้วยเรื่องก่อนแต่ง พอแต่งงานไปแล้ว น่าจะต้องวางแผนการแต่งเงินด้วย คนเราต่อให้รักกันปานใด รู้จักกันมานานเพียงใด หากไม่จัดการเรื่องเงินๆ ทองๆ ของชีวิตคู่ให้ชัดเจน ปล่อยให้คลุมๆ เครือๆ ไม่รู้ว่าคู่ชีวิตมีเงินเดือนประมาณเท่าใด ค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่เป็นค่าอะไร มีหนี้สินอยู่บ้างมั้ย เป็นหนี้อะไรบ้าง จำนวนเท่าไร ต้องส่งเสีย ดูแลครอบครัว พ่อแม่พี่น้องบ้างมั้ย ความไม่รู้หรือความคลุมเครือจะก่อให้เกิดการระหองระแหง สร้างความไม่ไว้ใจซึ่งกันและกัน ความไม่เข้าใจกัน ซึ่งจะบั่นทอนความสุข ความอบอุ่นในการใช้ชีวิตคู่ไปอย่างน่าเสียดาย
การแต่งเงินที่ดี ที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับวิถีชีวิตของแต่ละคู่ ที่จะต้องร่วมกันออกแบบ โดยควรจะเริ่มจากการทำบันทึกรายได้ และการใช้จ่ายสักสองหรือสามเดือน เพื่อติดตามพฤติกรรมการใช้จ่ายของทั้งสองคน และเพื่อตรวจสอบค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นร่วมกัน เริ่มตั้งแต่บันทึกเงินเดือน รายได้ต่างๆ แล้วตามด้วยค่าใช้จ่ายร่วมทั้ง ค่าเช่าบ้านหรือผ่อนบ้าน ค่าผ่อนรถหรือค่าเดินทาง ค่าน้ำมัน ค่าอาหาร ค่าเครื่องอุปโภคบริโภค ค่าน้ำค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ ค่าเสื้อผ้า แล้วตามด้วยค่าใช้จ่ายส่วนตัว การบันทึกนี้จะช่วยให้ทั้งคู่ได้รับรู้รายได้ และภาระค่าใช้จ่ายของกันและกัน รวมทั้งส่วนที่จะต้องรับผิดชอบร่วมกัน
ลองนึกดูหากเรารู้แต่ว่าคู่ชีวิตของเรามีรายได้ มีเงินเดือนเท่านั้น เท่านี้ แล้วประเมินเอาเองว่า น่าจะมีเงินให้เรา หรือให้ครอบครัวเท่านั้น เท่านี้ น่าจะซื้อนั่น จ่ายนี่ให้เราได้ แบบนี้ไม่ดีแน่ เพราะโดยปกติเรามักมีแนวโน้มจะคิดและตีความอะไรเข้าข้างตัวเอง แล้วความไม่เข้าใจกันก็จะก่อร่างสร้างตัวขึ้น เพราะความไม่รู้ เพราะมีแต่ข้อมูลรายได้ด้านเดียว
นอกจากนี้ การทำบันทึกแบบนี้จะทำให้ทั้งคู่ได้เห็นพฤติกรรมการใช้จ่ายของกันและกันด้วย คู่ชีวิตของเราอาจจะงกกว่าที่เรารู้จัก หรือฟุ่มเฟือยมากกว่าที่เราคิด การรับรู้น่าจะนำไปสู่การพูดคุยเพื่อปรับจูนให้เข้ากันได้ดีขึ้น ข้อมูลสำคัญนี้จะช่วยให้การแต่งเงินเป็นไปอย่างเหมาะสม หลายคู่อาจจะตกลงจะรวมกระเป๋ากันแล้วให้คุณแม่บ้านเป็นผู้บริหาร แต่หลายคู่อาจจะยังคงแยกกระเป๋ากัน แต่มี "กองทุนครอบครัวอบอุ่น" สำหรับค่าใช้จ่ายร่วมโดยอาจจะรับผิดชอบคนละเท่าๆ กัน หรือตามสัดส่วนรายได้ก็แล้วแต่จะพูดคุยกัน เพื่อยังคงความเป็นอิสระ ความส่วนตัวไว้บ้าง
หลายคนอาจจะต้องพบกับปัญหาทางการเงินของคู่ชีวิตที่คาดไม่ถึง แต่เมื่อเราตัดสินใจจะใช้ชีวิตร่วมกันแล้ว คู่ชีวิตที่ดี ย่อมต้องเชื่อมั่นในกันและกัน ช่วยกันฟันฝ่าอุปสรรคทางการเงินไปให้ได้ อาจจะต้องเริ่มจากการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต ตั้งเป้าหมาย หาวิธีจัดการหนี้ และตัดลดค่าใช้จ่ายลงเพื่อให้การจัดการหนี้สำเร็จลุล่วงไปไม่เป็นก้างขวางทางทำลายความรักที่เคยมีให้กัน
ที่สำคัญไม่แพ้กันก็คือ ทุกคู่ควรมีการกำหนดเป้าหมายในอนาคตร่วมกัน อย่างเช่น การซื้อบ้าน ซื้อรถ การท่องเที่ยว การดูแลคุณพ่อคุณแม่ ญาติๆ ของทั้งสองฝ่าย การมีลูก การศึกษาของลูก การเปลี่ยนเฟอร์นิเจอร์ การปรับปรุงตกแต่งบ้าน ซึ่งต้องกำหนดด้วยว่าเป้าหมายเหล่านี้จะเกิดขึ้นเมื่อใด เพื่อจะได้จัดตั้ง "กองทุนครอบครัวมั่นคง" สำหรับเป็นหลักประกันเพื่อความมั่นใจในอนาคต
เมื่อครอบครัวมั่นคงแล้ว ก็ต้องไม่ลืมจัดตั้ง "กองทุนครอบครัวมั่งคั่ง" สำหรับการขยายดอกผล สร้างความมั่งคั่งให้เงินทองที่มี ได้ผลิดอกออกผลจากการออม การลงทุนในรูปแบบต่างๆ ตามที่ควรจะเป็น และต้องไม่ลืมวางแผนเผื่อเหตุฉุกเฉินไว้บ้าง เพราะความไม่แน่นอน เหตุไม่คาดฝัน หรืออุบัติเหตุย่อมเกิดขึ้นได้เสมอ หลายคู่อาจจะเลือกทำประกันภัย ประกันชีวิต แต่ก็น่าจะวางแผนต้องเผื่อการตกงาน การลดลงของรายได้ เศรษฐกิจตกต่ำ รวมทั้งเหตุฉุกเฉินของญาติพี่น้องของทั้งสองฝ่ายไว้ด้วย จึงอาจจะต้องมี "กองทุนครอบครัวสุขสันต์" ไว้บ้าง...
แหล่งข้อมูล http://www.tsi-thailand.org/ http://www.set.or.th/
คำถาม
1). การแต่งเงินที่ดี ที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับวิถีชีวิตของแต่ละคู่ ที่จะต้องร่วมกันออกแบบ โดยควรจะเริ่มจากอะไร
2). "กองทุนครอบครัวอบอุ่น"คืออะไร
3). "กองทุนครอบครัวมั่งคั่ง"เหมาะสำหรับอะไร
วันอังคารที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2552
ลงทุนอย่างไรในช่วงอสังหาริมทรัพย์บูม
จัดทำโดย นางสาวศิรินทิพย์ เสือพลาย เลขทะเบียน 5001103024
เรื่อง ลงทุนอย่างไรในช่วงอสังหาริททรัพย์บูม
ลงทุนอย่างไรในช่วงอสังหาฯบูมโดย กิติศักดิ์ จำปาทิพย์พงศ์รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท ฮาริสัน จำกัด (มหาชน)เมื่อประมาณปลายปี 46 ต่อเนื่องถึงปี 47 อสังหาริมทรัพย์ถือว่าอยู่ในช่วงของการฟื้นตัวกลับมาบูมอีกครั้ง และเมื่อไม่กี่ปีมานี้ อสังหาริมทรัพย์ในอเมริกาก็บูมสุด ๆ เช่นกัน สามารถทำเงินเป็นจำนวนมากให้กับธุรกิจที่อยู่อาศัยอย่างไม่น่าเป็นไปได้ ในปี ค.ศ. 2001 -2002 (พ.ศ.2544-2545) นักเศรษฐศาตร์ได้ออกมาทำการวิเคราะห์แล้วพบว่า ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เป็นปัจจัยหลัก ที่ช่วยพยุงเศรษฐกิจไว้ได้ในขณะที่ตลาดหุ้นสั่นคลอนและธุรกิจด้านอื่น ๆ ไม่กระเตื้อง แต่ธุรกิจด้านอสังหาริมทรัพย์กลับดีขึ้นเรื่อย ๆ การที่ราคาบ้านพักอาศัยสูงขึ้นเรื่อย ๆ นี้ ทำให้เจ้าของที่พักอาศัยหลายรายเริ่มมองเห็นผลประโยชน์ที่จะได้จากสิ่งนี้ และเริ่มคิดที่จะลงทุนแทนที่จะซื้อไว้เพื่อเป็นเจ้าของทรัพย์สินดังเช่นเคย ดังนั้นการที่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เป็นตัวช่วยสถานะทางการเงินได้นั้น จึงเป็นปรากฎการณ์ที่น่าตื่นตะลึงยิ่งเราไม่อาจคาดเดาได้ว่าโอกาสดี ๆ เหล่านี้ยังคงจะดำเนินต่อไปในตลาดอสังหาริมทรัพย์หรือไม่ และจะยังคงเกิดขึ้นอีกใน 10 ปีข้างหน้าหรือเปล่า แต่สิ่งที่เราสามารถรู้ได้ในวันนี้ก็คือ ปรากฎการณ์เหล่านี้จะเกิดขึ้นแต่ละครั้งในช่วงระยะเวลาหนึ่ง ๆ ดังนั้น เราจะทำอย่างไรในการแสวงหาผลประโยชน์และไม่พลาดโอกาสภายในช่วงระยะเวลานั้นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ทั้งหลายที่เตรียมพร้อมในการหาผลประโยชน์ในช่วงอสังหาริมทรัพย์บูมนี้ รู้หรือไม่ว่า ในช่วงปี ค.ศ. 2000 2004 (ช่วง 4 ปีแรกในรอบ 10 ปี) มีเจ้าของที่พักอาศัยและนักลงทุนอสังหาริมทรัพย์เป็นจำนวนไม่น้อย สามารถเพิ่มค่าให้กับทรัพย์สินและทำรายได้ให้กับตัวเองคิดแล้วรวมเป็นเงินทั้งสิ้น 460 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นค่าเฉลี่ย 42,700 ดอลลาร์สหรัฐต่อคนในเวลา 4 ปี ซึ่งหมายความว่าอสังหาริมทรัพย์ของพวกเขาเหล่านี้ เพิ่มค่าสูงขึ้นถึง 70 150 เปอร์เซ็นต์เลยทีเดียวแต่ก็ไม่ใช่ทุกคนไปที่ได้รับผลประโยชน์ช่วงที่อสังหาฯบูมนี้ เนื่องจากผู้พักอาศัยบางท่านก็ไม่ได้เป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ หรือบางคนที่เป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ก็ไม่คิดที่จะหาผลประโยชน์จากเหตุการณ์นี้ เนื่องจากในแง่ของความรู้สึก พวกเขาเหล่านี้คิดเพียงแต่ว่าบ้านคือที่พักอาศัย ที่ ๆ ปลอดภัย หรือถ้าในแง่สถานภาพทางการเงิน พวกเขาเพียงคิดว่าบ้านคือทรัพย์สินที่เป็นรูปธรรมและมีค่า ดังนั้นการขายบ้านไปก็เพื่อที่จะซื้อบ้านใหม่ไว้เป็นที่พักพิงยามเกษียณอายุนั้นเองอันที่จริงมีหลายวิธีที่บุคคลเหล่านี้สามารถหาผลประโยชน์ได้ในช่วงที่อสังหาฯบูม อย่างไรก็แล้วแต่อันดับแรกเจ้าของที่พักอาศัยเหล่านี้ควรลบล้างความรู้สึกแบบเก่า ๆ พวกเขาจะต้องแยกให้ออกเกี่ยวกับในแง่ของความรู้สึกกับในแง่ของธุรกิจในการเป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ เพราะอะไรทำไมถึงต้องแยกกันให้ออก เพราะเนื่องจากเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ส่วนใหญ่ซื้อที่อยู่อาศัยตามความพึงพอใจของตัวเอง ไม่ได้ซื้อเพื่อลงทุนเก็งกำไรอะไร และนอกจากนี้พวกเขายังไม่รู้ว่าการตกแต่งที่พักอาศัยอย่างที่เขาชอบ ก็มีผลในระยะยาวในการเพิ่มมูลค่าบ้านที่เขาเป็นเจ้าของอยู่การลงทุนซื้อที่พักอาศัย เป็นการใช้จ่ายเงินที่มากและเป็นเรื่องใหญ่สำหรับคนทั่วไป จะต้องมีการวางแผนในระยะยาว และวางแผนทางด้านการเงินให้ดีพอ ๆ กับการลงทุนซื้อหุ้นหรือพันธบัตร การซื้อที่พักอาศัยเป็นบทพิสูจน์อย่างหนึ่งว่าเราสามารถบริหารเงินที่มีอยู่ได้ดีเพียงไร ให้คิดว่าอสังหาริมทรัพย์เป็นทรัพย์สินที่มีการเคลื่อนไหวอยู่เสมอ ก่อให้เกิดผลตอบแทนกลับมาเป็นเดือนหรือปี ดังนั้นผู้ที่คิดลงทุนจำเป็นต้องบวกลบคูณหารเอาว่าผลตอบแทนกลับมาอย่างไรหลายคนคิดว่าการนำเงินไปลงทุนซื้อหุ้นหรือพันธบัตรแทนที่จะเป็นธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ เพื่อใช้สำหรับการปรับปรุง/ตกแต่งเพิ่มเติมที่พักอาศัย, บ้านมือสอง, การเช่าที่อยู่อาศัย หรือแม้แต่การก่อตั้งเงินทุนเพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ ในการลงทุนซื้อที่พักอาศัยช่วงที่อสังหา ฯ บูมนั้น เราสามารถนำจำนวนเงินลงทุนและผลตอบแทนที่ได้รับมาคำนวณเปรียบเทียบกับการลงทุนซื้อหุ้นหรือซื้อพันธบัตรได้ โดยผลตอบแทนที่ได้รับจากการลงทุนซื้อหุ้นจะใช้ระยะเวลานานกว่าและใช้เงินมากกว่าการลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์ เพราะในการลงทุนซื้อที่พักอาศัย เราสามารถทำการผ่อนชำระกับสถาบันการเงินได้ ไม่ต้องจ่ายเงินเป็นจำนวนเต็ม และระหว่างที่เราทำการผ่อนชำระอยู่นั้น เราสามารถรับผลตอบแทนได้เร็ว โดยการนำที่พักอาศัยมาปล่อยเช่า และยังนำมาลดหย่อนภาษีได้อีก อีกทั้งราคาของที่พักอาศัยยังดีขึ้นอยู่เสมอคาดว่าภายใน 3- 4 ปีข้างหน้า ธุรกิจอสังหา ฯ ยังคงดีต่อเนื่อง เนื่องจากไม่เพียงแต่ดอกเบี้ยสินเชื่อรายย่อยที่ยังคงต่ำอยู่และรัฐบาลก็ควบคุม Project Finance ทำให้มี Supplier จำกัด แต่ยังมีปัจจัยอื่นประกอบด้วย เช่น การดำเนินการซื้อหรือขายสามารถทำให้ง่ายขึ้นหากรัฐบาลยังคงมีนโยบายสนับสนุนต่อเนื่อง และสิ่งที่สำคัญที่สุด คือ ความต้องการในการมีที่พักอาศัยของคนรุ่นใหม่, ผู้ที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานใหม่ยังคงเพิ่มขึ้นอยู่เรื่อย ๆ และรวมถึงการขยายครอบครัวใหม่ ขณะที่ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เป็นสิ่งที่น่าลงทุน แต่จะต้องคำนึงถึงว่าลงทุนอย่างไรจึงจะได้ผลกำไรในช่วงอสังหา ฯ บูม วิธีการในการลงทุนต้องมีข้อมูลและบทวิเคราะห์ รวมถึงการวางแผนด้านการเงินให้ดีอีกด้วย
ที่มา
http://www.konbaan.com/ZoneInvestor/investor-article.php?id=5
คำถาม
1.เพราะเหตุใดผลตอบแทนที่ได้รับจากการลงทุนซื้อหุ้นจะใช้ระยะเวลานานกว่าและใช้เงินมากกว่าการลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์
2.เพราะเหตุใดนักลงทุนจึงคาดว่าภายใน 3- 4 ปีข้างหน้า ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ยังคงดีต่อเนื่อง
3.การลงทุนในการซื้อที่พักอาศัยควรปฏิบัติอย่างไรเป็นอันดับแรก
เรื่อง ลงทุนอย่างไรในช่วงอสังหาริททรัพย์บูม
ลงทุนอย่างไรในช่วงอสังหาฯบูมโดย กิติศักดิ์ จำปาทิพย์พงศ์รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท ฮาริสัน จำกัด (มหาชน)เมื่อประมาณปลายปี 46 ต่อเนื่องถึงปี 47 อสังหาริมทรัพย์ถือว่าอยู่ในช่วงของการฟื้นตัวกลับมาบูมอีกครั้ง และเมื่อไม่กี่ปีมานี้ อสังหาริมทรัพย์ในอเมริกาก็บูมสุด ๆ เช่นกัน สามารถทำเงินเป็นจำนวนมากให้กับธุรกิจที่อยู่อาศัยอย่างไม่น่าเป็นไปได้ ในปี ค.ศ. 2001 -2002 (พ.ศ.2544-2545) นักเศรษฐศาตร์ได้ออกมาทำการวิเคราะห์แล้วพบว่า ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เป็นปัจจัยหลัก ที่ช่วยพยุงเศรษฐกิจไว้ได้ในขณะที่ตลาดหุ้นสั่นคลอนและธุรกิจด้านอื่น ๆ ไม่กระเตื้อง แต่ธุรกิจด้านอสังหาริมทรัพย์กลับดีขึ้นเรื่อย ๆ การที่ราคาบ้านพักอาศัยสูงขึ้นเรื่อย ๆ นี้ ทำให้เจ้าของที่พักอาศัยหลายรายเริ่มมองเห็นผลประโยชน์ที่จะได้จากสิ่งนี้ และเริ่มคิดที่จะลงทุนแทนที่จะซื้อไว้เพื่อเป็นเจ้าของทรัพย์สินดังเช่นเคย ดังนั้นการที่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เป็นตัวช่วยสถานะทางการเงินได้นั้น จึงเป็นปรากฎการณ์ที่น่าตื่นตะลึงยิ่งเราไม่อาจคาดเดาได้ว่าโอกาสดี ๆ เหล่านี้ยังคงจะดำเนินต่อไปในตลาดอสังหาริมทรัพย์หรือไม่ และจะยังคงเกิดขึ้นอีกใน 10 ปีข้างหน้าหรือเปล่า แต่สิ่งที่เราสามารถรู้ได้ในวันนี้ก็คือ ปรากฎการณ์เหล่านี้จะเกิดขึ้นแต่ละครั้งในช่วงระยะเวลาหนึ่ง ๆ ดังนั้น เราจะทำอย่างไรในการแสวงหาผลประโยชน์และไม่พลาดโอกาสภายในช่วงระยะเวลานั้นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ทั้งหลายที่เตรียมพร้อมในการหาผลประโยชน์ในช่วงอสังหาริมทรัพย์บูมนี้ รู้หรือไม่ว่า ในช่วงปี ค.ศ. 2000 2004 (ช่วง 4 ปีแรกในรอบ 10 ปี) มีเจ้าของที่พักอาศัยและนักลงทุนอสังหาริมทรัพย์เป็นจำนวนไม่น้อย สามารถเพิ่มค่าให้กับทรัพย์สินและทำรายได้ให้กับตัวเองคิดแล้วรวมเป็นเงินทั้งสิ้น 460 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นค่าเฉลี่ย 42,700 ดอลลาร์สหรัฐต่อคนในเวลา 4 ปี ซึ่งหมายความว่าอสังหาริมทรัพย์ของพวกเขาเหล่านี้ เพิ่มค่าสูงขึ้นถึง 70 150 เปอร์เซ็นต์เลยทีเดียวแต่ก็ไม่ใช่ทุกคนไปที่ได้รับผลประโยชน์ช่วงที่อสังหาฯบูมนี้ เนื่องจากผู้พักอาศัยบางท่านก็ไม่ได้เป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ หรือบางคนที่เป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ก็ไม่คิดที่จะหาผลประโยชน์จากเหตุการณ์นี้ เนื่องจากในแง่ของความรู้สึก พวกเขาเหล่านี้คิดเพียงแต่ว่าบ้านคือที่พักอาศัย ที่ ๆ ปลอดภัย หรือถ้าในแง่สถานภาพทางการเงิน พวกเขาเพียงคิดว่าบ้านคือทรัพย์สินที่เป็นรูปธรรมและมีค่า ดังนั้นการขายบ้านไปก็เพื่อที่จะซื้อบ้านใหม่ไว้เป็นที่พักพิงยามเกษียณอายุนั้นเองอันที่จริงมีหลายวิธีที่บุคคลเหล่านี้สามารถหาผลประโยชน์ได้ในช่วงที่อสังหาฯบูม อย่างไรก็แล้วแต่อันดับแรกเจ้าของที่พักอาศัยเหล่านี้ควรลบล้างความรู้สึกแบบเก่า ๆ พวกเขาจะต้องแยกให้ออกเกี่ยวกับในแง่ของความรู้สึกกับในแง่ของธุรกิจในการเป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ เพราะอะไรทำไมถึงต้องแยกกันให้ออก เพราะเนื่องจากเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ส่วนใหญ่ซื้อที่อยู่อาศัยตามความพึงพอใจของตัวเอง ไม่ได้ซื้อเพื่อลงทุนเก็งกำไรอะไร และนอกจากนี้พวกเขายังไม่รู้ว่าการตกแต่งที่พักอาศัยอย่างที่เขาชอบ ก็มีผลในระยะยาวในการเพิ่มมูลค่าบ้านที่เขาเป็นเจ้าของอยู่การลงทุนซื้อที่พักอาศัย เป็นการใช้จ่ายเงินที่มากและเป็นเรื่องใหญ่สำหรับคนทั่วไป จะต้องมีการวางแผนในระยะยาว และวางแผนทางด้านการเงินให้ดีพอ ๆ กับการลงทุนซื้อหุ้นหรือพันธบัตร การซื้อที่พักอาศัยเป็นบทพิสูจน์อย่างหนึ่งว่าเราสามารถบริหารเงินที่มีอยู่ได้ดีเพียงไร ให้คิดว่าอสังหาริมทรัพย์เป็นทรัพย์สินที่มีการเคลื่อนไหวอยู่เสมอ ก่อให้เกิดผลตอบแทนกลับมาเป็นเดือนหรือปี ดังนั้นผู้ที่คิดลงทุนจำเป็นต้องบวกลบคูณหารเอาว่าผลตอบแทนกลับมาอย่างไรหลายคนคิดว่าการนำเงินไปลงทุนซื้อหุ้นหรือพันธบัตรแทนที่จะเป็นธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ เพื่อใช้สำหรับการปรับปรุง/ตกแต่งเพิ่มเติมที่พักอาศัย, บ้านมือสอง, การเช่าที่อยู่อาศัย หรือแม้แต่การก่อตั้งเงินทุนเพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ ในการลงทุนซื้อที่พักอาศัยช่วงที่อสังหา ฯ บูมนั้น เราสามารถนำจำนวนเงินลงทุนและผลตอบแทนที่ได้รับมาคำนวณเปรียบเทียบกับการลงทุนซื้อหุ้นหรือซื้อพันธบัตรได้ โดยผลตอบแทนที่ได้รับจากการลงทุนซื้อหุ้นจะใช้ระยะเวลานานกว่าและใช้เงินมากกว่าการลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์ เพราะในการลงทุนซื้อที่พักอาศัย เราสามารถทำการผ่อนชำระกับสถาบันการเงินได้ ไม่ต้องจ่ายเงินเป็นจำนวนเต็ม และระหว่างที่เราทำการผ่อนชำระอยู่นั้น เราสามารถรับผลตอบแทนได้เร็ว โดยการนำที่พักอาศัยมาปล่อยเช่า และยังนำมาลดหย่อนภาษีได้อีก อีกทั้งราคาของที่พักอาศัยยังดีขึ้นอยู่เสมอคาดว่าภายใน 3- 4 ปีข้างหน้า ธุรกิจอสังหา ฯ ยังคงดีต่อเนื่อง เนื่องจากไม่เพียงแต่ดอกเบี้ยสินเชื่อรายย่อยที่ยังคงต่ำอยู่และรัฐบาลก็ควบคุม Project Finance ทำให้มี Supplier จำกัด แต่ยังมีปัจจัยอื่นประกอบด้วย เช่น การดำเนินการซื้อหรือขายสามารถทำให้ง่ายขึ้นหากรัฐบาลยังคงมีนโยบายสนับสนุนต่อเนื่อง และสิ่งที่สำคัญที่สุด คือ ความต้องการในการมีที่พักอาศัยของคนรุ่นใหม่, ผู้ที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานใหม่ยังคงเพิ่มขึ้นอยู่เรื่อย ๆ และรวมถึงการขยายครอบครัวใหม่ ขณะที่ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เป็นสิ่งที่น่าลงทุน แต่จะต้องคำนึงถึงว่าลงทุนอย่างไรจึงจะได้ผลกำไรในช่วงอสังหา ฯ บูม วิธีการในการลงทุนต้องมีข้อมูลและบทวิเคราะห์ รวมถึงการวางแผนด้านการเงินให้ดีอีกด้วย
ที่มา
http://www.konbaan.com/ZoneInvestor/investor-article.php?id=5
คำถาม
1.เพราะเหตุใดผลตอบแทนที่ได้รับจากการลงทุนซื้อหุ้นจะใช้ระยะเวลานานกว่าและใช้เงินมากกว่าการลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์
2.เพราะเหตุใดนักลงทุนจึงคาดว่าภายใน 3- 4 ปีข้างหน้า ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ยังคงดีต่อเนื่อง
3.การลงทุนในการซื้อที่พักอาศัยควรปฏิบัติอย่างไรเป็นอันดับแรก
วันอังคารที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2552
ฟิทช์อันดับเครดิตสากลสกุลเงินต่างประเทศระยะยาว BAY ที่ ‘BBB’ แนวโน้มลบ
จัดทำโดย นางสาว สวรรยา ฐิติเพิ่มพงศ์ เลขทะเบียน 5001103045
เรื่อง ฟิทช์อันดับเครดิตสากลสกุลเงินต่างประเทศระยะยาว BAY ที่ ‘BBB’ แนวโน้มลบ
ฟิทช์ เรทติ้งส์ ประกาศคงอันดับเครดิตของธนาคารกรุงศรีอยุธยา(BAY)โดยอันดับเครดิตสากลสกุลเงินต่างประเทศระยะยาว (Foreign Currency Issuer Default Rating (IDR)) ที่ ‘BBB’ แนวโน้มเป็นลบ อันดับเครดิตสากลสกุลเงินต่างประเทศระยะสั้นที่ ‘F3’ อันดับความแข็งแกร่งทางการเงินที่ระดับ ‘C’ อันดับเครดิตสนับสนุนที่ระดับ ‘3’ อันดับเครดิตสนับสนุนขั้นต่ำ (Support Rating Floor) ที่ ‘BB+’
อันดับเครดิตภายในประเทศ (National Rating) ระยะยาว ที่ ‘AA-(tha)’ (AA ลบ (tha)) แนวโน้มมีเสถียรภาพ อันดับเครดิตภายในประเทศระยะสั้นที่ ‘F1+ (tha)’ อันดับเครดิตภายในประเทศของหุ้นกู้ด้อยสิทธิที่ ‘A+(tha)’ และ อันดับเครดิตสากลสกุลเงินต่างประเทศของหุ้นกู้ด้อยสิทธิ ที่ ‘BBB-’ (BBB ลบ) อันดับเครดิตของธนาคารสะท้อนถึงผลการดำเนินงานและคุณภาพสินทรัพย์ที่ปรับตัวดีขึ้น รวมถึงสถานะเงินกองทุนของธนาคารที่แข็งแกร่ง ถึงแม้สภาพเศรษฐกิจโดยรวมยังคงอ่อนแอ BAY ประกาศผลประกอบการของปี 2551 โดยมีกำไรสุทธิ 4.9 พันล้านบาท ปรับตัวดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเทียบกับผลขาดทุน 4 พันล้านบาทในปี 2550 ถึงแม้ว่าได้มีการตัดจำหน่ายเงินลงทุนใน Collateralised Debt Obligations (CDOs) โดยผลการดำเนินงานที่ดีขึ้นมีสาเหตุหลักมาจากการเพิ่มขึ้นของรายได้จากการเข้าซื้อกิจการของ AYCAL (เดิมชื่อ GECAL) ในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2551 และจากการตั้งสำรองหนี้สูญที่ลดลงมา สำหรับไตรมาสที่ 1 ปี 2552 ธนาคารประกาศผลกำไรจำนวน 1 พันล้านบาท ซึ่งไม่เปลี่ยนแปลงเมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน ในส่วนของอัตราส่วนต่างดอกเบี้ยสุทธิของธนาคาร มีการปรับตัวดีขึ้นเป็น 4.2% ในปี 2551 จาก 3.4% ในปี 2550 เนื่องจากการเพิ่มขึ้นของสินเชื่อรายย่อยที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า และการลดลงของสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) คุณภาพสินทรัพย์ของธนาคารได้ปรับตัวดีขึ้นอย่างมาก โดยสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ลดลงเหลือ 10%ของสินเชื่อรวม ณ สิ้นปี 2551 (16% ณ สิ้นปี 2550) จากการขายสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้และการปรับโครงสร้างหนี้ สัดส่วนของสำรองหนี้สูญต่อสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ ปรับตัวสูงขึ้นเป็น 58.6% ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2552 (45.0% ณ สิ้นปี 2549) แต่ยังคงต่ำกว่าระดับเฉลี่ยของอุตสาหกรรมซึ่งอยู่ที่ประมาณ 70% ฟิทช์มีความเห็นว่าด้วยสภาพเศรษฐกิจโดยรวมที่ยังคงอ่อนแอและระดับการตั้งสำรองที่อยู่ในระดับปานกลาง ธนาคารยังมีความเสี่ยงในเรื่องการตั้งสำรองเพิ่ม แต่อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงดังกล่าวน่าจะชดเชยได้ด้วยรายได้ สภาพคล่องของ BAY อยู่ในระดับที่เพียงพอ โดยสัดส่วนสินเชื่อต่อเงินฝาก (รวมเงินกู้ยืมระยะสั้น) อยู่ที่ 98.7% ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2552 อย่างไรก็ตามการพึ่งพาแหล่งเงินทุนโดยกู้ยืมจากสถาบันการเงินและการออกตราสารหนี้ได้เพิ่มขึ้นอย่างมากในปี 2550-2551 เนื่องจากธนาคารมีการเตรียมพร้อมเพื่อการเข้าซื้อกิจการในปี 2551 และต้นปี 2552 ระดับเงินกองทุนของธนาคารแข็งแกร่งขึ้นอย่างมากในปี 2550 จากการเพิ่มทุนโดย GE Capital International Holdings Corporation (GECIH) อย่างไรก็ตามเงินกองทุนของธนาคารปรับตัวลดลงเนื่องจากการเข้าซื้อกิจการ ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2552 เงินกองทุนชั้นที่ 1 และเงินกองทุนรวมอยู่ที่ 12.9% และ 15.6% ตามลำดับ การเข้าซื้อ GE Money Thailand อาจทำให้อัตราส่วนเงินกองทุนลดลงถึง 1.5% อย่างไรก็ตามโดยรวมแล้วระดับเงินกองทุนยังคงอยู่ในระดับที่แข็งแกร่ง อันดับเครดิตสกุลเงินต่างประเทศของธนาคารมีแนวโน้มเป็นลบ เนื่องจากยังมีความเสี่ยงของการปรับตัวลดลงทางเศรษฐกิจในปี 2553 ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อธนาคารในด้านคุณภาพสินทรัพย์ ผลการดำเนินงาน และอาจรวมถึงเงินกองทุน ปัจจัยที่ช่วยลดความเสี่ยงดังกล่าวได้แก่ระดับเงินกองทุนที่แข็งแกร่ง ซึ่งเมื่อรวมกับการบริหารงานและการสนับสนุนทั้งทางด้านการดำเนินงานและทางการเงินจาก GECIH น่าจะช่วยให้เครือข่ายการดำเนินงาน (franchise) ของธนาคารแข็งแกร่งขึ้นในระยะกลาง ภายหลังจากที่ธนาคารเข้าซื้อกิจการหลักของ GE Money (สินทรัพย์อยู่ที่ 79.6 พันล้านบาท) เป็นที่เรียบร้อยแล้ว คาดว่าสินเชื่อรายย่อยน่าจะอยู่ที่ประมาณ 40% ของสินเชื่อรวม BAY ก่อตั้งขึ้นในปี 2488 และเป็นธนาคารพาณิชย์ที่ใหญ่เป็นอันดับ 5 ของประเทศไทย โดยมีสาขาทั้งสิ้น 583 สาขา และมีส่วนแบ่งการตลาดทางด้านสินเชื่อและทางด้านเงินฝากอยู่ที่ 8.2% และ 7.4% ตามลำดับ ธนาคารมีบริษัทในเครือซึ่งดำเนินธุรกิจเช่าซื้อรถยนต์ ธุรกิจสินเชื่อบัตรเครดิต ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจบริหารกองทุน GECIH เข้ามาเป็นผู้ถือในสัดส่วน 29% ในเดือนมกราคม ปี 2550 และปัจจุบันเพิ่มเป็น 33% กลุ่มรัตนรักษ์มีสัดส่วนการถือหุ้นของธนาคารอยู่ที่ 25% เนื่องจากธนาคารมีส่วนแบ่งทางการตลาดของเงินฝากและสินเชื่อในสัดส่วนที่ค่อนข้างใหญ่ จึงมีความเป็นไปได้ที่ธนาคารจะได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลหากมีความจำเป็น
แหล่งที่มา http://www.ryt9.com/s/iq05/612581/
คำถาม
1.อันดับเครดิตของธนาคารสะท้อนถึงอะไร
2.ปัจจัยอะไรที่ช่วยลดความเสี่ยงบ้าง
3. BAY ก่อตั้งขึ้นในปีอะไร และเป็นธนาคารพาณิชย์อันดับที่เท่าไรของประเทศไทย
เรื่อง ฟิทช์อันดับเครดิตสากลสกุลเงินต่างประเทศระยะยาว BAY ที่ ‘BBB’ แนวโน้มลบ
ฟิทช์ เรทติ้งส์ ประกาศคงอันดับเครดิตของธนาคารกรุงศรีอยุธยา(BAY)โดยอันดับเครดิตสากลสกุลเงินต่างประเทศระยะยาว (Foreign Currency Issuer Default Rating (IDR)) ที่ ‘BBB’ แนวโน้มเป็นลบ อันดับเครดิตสากลสกุลเงินต่างประเทศระยะสั้นที่ ‘F3’ อันดับความแข็งแกร่งทางการเงินที่ระดับ ‘C’ อันดับเครดิตสนับสนุนที่ระดับ ‘3’ อันดับเครดิตสนับสนุนขั้นต่ำ (Support Rating Floor) ที่ ‘BB+’
อันดับเครดิตภายในประเทศ (National Rating) ระยะยาว ที่ ‘AA-(tha)’ (AA ลบ (tha)) แนวโน้มมีเสถียรภาพ อันดับเครดิตภายในประเทศระยะสั้นที่ ‘F1+ (tha)’ อันดับเครดิตภายในประเทศของหุ้นกู้ด้อยสิทธิที่ ‘A+(tha)’ และ อันดับเครดิตสากลสกุลเงินต่างประเทศของหุ้นกู้ด้อยสิทธิ ที่ ‘BBB-’ (BBB ลบ) อันดับเครดิตของธนาคารสะท้อนถึงผลการดำเนินงานและคุณภาพสินทรัพย์ที่ปรับตัวดีขึ้น รวมถึงสถานะเงินกองทุนของธนาคารที่แข็งแกร่ง ถึงแม้สภาพเศรษฐกิจโดยรวมยังคงอ่อนแอ BAY ประกาศผลประกอบการของปี 2551 โดยมีกำไรสุทธิ 4.9 พันล้านบาท ปรับตัวดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเทียบกับผลขาดทุน 4 พันล้านบาทในปี 2550 ถึงแม้ว่าได้มีการตัดจำหน่ายเงินลงทุนใน Collateralised Debt Obligations (CDOs) โดยผลการดำเนินงานที่ดีขึ้นมีสาเหตุหลักมาจากการเพิ่มขึ้นของรายได้จากการเข้าซื้อกิจการของ AYCAL (เดิมชื่อ GECAL) ในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2551 และจากการตั้งสำรองหนี้สูญที่ลดลงมา สำหรับไตรมาสที่ 1 ปี 2552 ธนาคารประกาศผลกำไรจำนวน 1 พันล้านบาท ซึ่งไม่เปลี่ยนแปลงเมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน ในส่วนของอัตราส่วนต่างดอกเบี้ยสุทธิของธนาคาร มีการปรับตัวดีขึ้นเป็น 4.2% ในปี 2551 จาก 3.4% ในปี 2550 เนื่องจากการเพิ่มขึ้นของสินเชื่อรายย่อยที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า และการลดลงของสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) คุณภาพสินทรัพย์ของธนาคารได้ปรับตัวดีขึ้นอย่างมาก โดยสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ลดลงเหลือ 10%ของสินเชื่อรวม ณ สิ้นปี 2551 (16% ณ สิ้นปี 2550) จากการขายสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้และการปรับโครงสร้างหนี้ สัดส่วนของสำรองหนี้สูญต่อสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ ปรับตัวสูงขึ้นเป็น 58.6% ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2552 (45.0% ณ สิ้นปี 2549) แต่ยังคงต่ำกว่าระดับเฉลี่ยของอุตสาหกรรมซึ่งอยู่ที่ประมาณ 70% ฟิทช์มีความเห็นว่าด้วยสภาพเศรษฐกิจโดยรวมที่ยังคงอ่อนแอและระดับการตั้งสำรองที่อยู่ในระดับปานกลาง ธนาคารยังมีความเสี่ยงในเรื่องการตั้งสำรองเพิ่ม แต่อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงดังกล่าวน่าจะชดเชยได้ด้วยรายได้ สภาพคล่องของ BAY อยู่ในระดับที่เพียงพอ โดยสัดส่วนสินเชื่อต่อเงินฝาก (รวมเงินกู้ยืมระยะสั้น) อยู่ที่ 98.7% ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2552 อย่างไรก็ตามการพึ่งพาแหล่งเงินทุนโดยกู้ยืมจากสถาบันการเงินและการออกตราสารหนี้ได้เพิ่มขึ้นอย่างมากในปี 2550-2551 เนื่องจากธนาคารมีการเตรียมพร้อมเพื่อการเข้าซื้อกิจการในปี 2551 และต้นปี 2552 ระดับเงินกองทุนของธนาคารแข็งแกร่งขึ้นอย่างมากในปี 2550 จากการเพิ่มทุนโดย GE Capital International Holdings Corporation (GECIH) อย่างไรก็ตามเงินกองทุนของธนาคารปรับตัวลดลงเนื่องจากการเข้าซื้อกิจการ ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2552 เงินกองทุนชั้นที่ 1 และเงินกองทุนรวมอยู่ที่ 12.9% และ 15.6% ตามลำดับ การเข้าซื้อ GE Money Thailand อาจทำให้อัตราส่วนเงินกองทุนลดลงถึง 1.5% อย่างไรก็ตามโดยรวมแล้วระดับเงินกองทุนยังคงอยู่ในระดับที่แข็งแกร่ง อันดับเครดิตสกุลเงินต่างประเทศของธนาคารมีแนวโน้มเป็นลบ เนื่องจากยังมีความเสี่ยงของการปรับตัวลดลงทางเศรษฐกิจในปี 2553 ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อธนาคารในด้านคุณภาพสินทรัพย์ ผลการดำเนินงาน และอาจรวมถึงเงินกองทุน ปัจจัยที่ช่วยลดความเสี่ยงดังกล่าวได้แก่ระดับเงินกองทุนที่แข็งแกร่ง ซึ่งเมื่อรวมกับการบริหารงานและการสนับสนุนทั้งทางด้านการดำเนินงานและทางการเงินจาก GECIH น่าจะช่วยให้เครือข่ายการดำเนินงาน (franchise) ของธนาคารแข็งแกร่งขึ้นในระยะกลาง ภายหลังจากที่ธนาคารเข้าซื้อกิจการหลักของ GE Money (สินทรัพย์อยู่ที่ 79.6 พันล้านบาท) เป็นที่เรียบร้อยแล้ว คาดว่าสินเชื่อรายย่อยน่าจะอยู่ที่ประมาณ 40% ของสินเชื่อรวม BAY ก่อตั้งขึ้นในปี 2488 และเป็นธนาคารพาณิชย์ที่ใหญ่เป็นอันดับ 5 ของประเทศไทย โดยมีสาขาทั้งสิ้น 583 สาขา และมีส่วนแบ่งการตลาดทางด้านสินเชื่อและทางด้านเงินฝากอยู่ที่ 8.2% และ 7.4% ตามลำดับ ธนาคารมีบริษัทในเครือซึ่งดำเนินธุรกิจเช่าซื้อรถยนต์ ธุรกิจสินเชื่อบัตรเครดิต ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจบริหารกองทุน GECIH เข้ามาเป็นผู้ถือในสัดส่วน 29% ในเดือนมกราคม ปี 2550 และปัจจุบันเพิ่มเป็น 33% กลุ่มรัตนรักษ์มีสัดส่วนการถือหุ้นของธนาคารอยู่ที่ 25% เนื่องจากธนาคารมีส่วนแบ่งทางการตลาดของเงินฝากและสินเชื่อในสัดส่วนที่ค่อนข้างใหญ่ จึงมีความเป็นไปได้ที่ธนาคารจะได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลหากมีความจำเป็น
แหล่งที่มา http://www.ryt9.com/s/iq05/612581/
คำถาม
1.อันดับเครดิตของธนาคารสะท้อนถึงอะไร
2.ปัจจัยอะไรที่ช่วยลดความเสี่ยงบ้าง
3. BAY ก่อตั้งขึ้นในปีอะไร และเป็นธนาคารพาณิชย์อันดับที่เท่าไรของประเทศไทย
วันอังคารที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2552
Gold Futures ซื้อขายมั่นใจ มีโอกาสทำกำไรบนราคาทอง
จัดทำบทความโดย น.ส. นภาพร พากเพียร เลขทะเบียน 5001103025
เรื่อง Gold Futures ซื้อขายมั่นใจ มีโอกาสทำกำไรบนราคาทอง
Gold Futures (โกลด์ฟิวเจอร์ส) หรือ สัญญาซื้อขายทองคำล่วงหน้า เป็นเครื่องมือที่ผู้ลงทุนสามารถใช้ทำกำไรได้ตามความคาดการณ์ที่มีต่อราคา ทองคำได้ทั้งในภาวะราคาทองขาขึ้นและราคาทองขาลง ด้วยคุณลักษณะเด่นที่สามารถซื้อก่อนขายหรือขายก่อนซื้อก็ได้ และใช้เงินลงทุนน้อย ประกอบกับราคาทองคำมีการเคลื่อนไหวที่ไม่สัมพันธ์กับราคาหุ้น โกลด์ฟิวเจอร์สจึงเป็นทางเลือกที่น่าสนใจในการทำกำไรและกระจายความเสี่ยงของ พอร์ตลงทุน ผู้ลงทุนสามารถซื้อขายโกลด์ฟิวเจอร์สได้ง่าย สะดวก ผ่านระบบซื้อขายอิเล็กทรอนิกส์ของตลาดอนุพันธ์ (TFEX) โดยมีบริษัท สำนักหักบัญชี (ประเทศไทย) จำกัด (TCH) เป็นผู้ประกันการชำระราคาจากการซื้อขาย และมีสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เป็นผู้กำกับดูแลการดำเนินงานของตลาดอนุพันธ์และบริษัทสมาชิก ผู้ลงทุนจึงมั่นใจได้ว่าในทุก ๆ การซื้อขายในตลาดอนุพันธ์ มีความโปร่งใสและเชื่อถือได้กำไรสองทาง ทั้งทองขึ้นทองลงโกลด์ฟิวเจอร์สช่วยเพิ่มความคล่องตัวให้กับผู้ลงทุนทําให้
สามารถซื้อขายทำกำไรได้ทั้งในภาวะราคาทองขาขึ้น และราคาทองขาลง โดยในการซื้อขายโกลด์ฟิวเจอร์ส จะไม่มีการส่งมอบทองคำจริงระหว่างคู่สัญญา แต่ใช้วิธีจ่ายชำระเงินตามส่วนต่างกำไรขาดทุนที่เกิดขึ้น เรียกว่า “การชำระราคาเป็นเงินสด”(Cash settlement) ผู้ลงทุนสามารถ “ซื้อก่อนขาย” หรือ “ขายก่อนซื้อ” ก็ได้ โดยกำไรขาดทุนที่เกิดขึ้นจะเท่ากับส่วนต่างระหว่างราคาขายและราคาที่ซื้อเอา ไว้ เช่น หากผู้ลงทุนคาดว่าราคาทองคำจะปรับตัวเพิ่มขึ้นก็สามารถซื้อโกลด์ฟิวเจอร์ส ไว้ก่อน และเมื่อราคาทองคำปรับตัวขึ้น ก็สามารถขายโกลด์ฟิวเจอร์สในภายหลังทำให้ได้กำไรเท่ากับส่วนต่างของราคาซื้อและขาย หรือในกรณีที่ผู้ลงทุนคาดว่าราคาทองจะปรับตัวลดลง ก็สามารถสั่งขายโกลด์ฟิวเจอร์สได้เลย แม้ว่าไม่เคยซื้อโกลด์ฟิวเจอร์สมาก่อน และเมื่อราคาทองปรับตัวลดลง ก็ค่อยซื้อโกลด์ฟิวเจอร์สในภายหลัง ทำให้ได้กำไรตามส่วนต่างของราคาขายและราคาซื้อ ทุกภาวะตลาด ทุกความคาดการณ์ คือโอกาสทำกำไรการซื้อขายโกลด์ฟิวเจอร์ส คือ การซื้อขายทองคำล่วงหน้า ราคาของโกลด์ฟิวเจอร์สจึงเป็นราคาทอง ที่ผู้ลงทุนคาดการณ์ในอนาคต จึงอาจจะแตกต่างจากราคาทองที่มีการซื้อขายและส่งมอบกันในปัจจุบัน (Gold Spot Price) ความคาดการณ์ราคาทองที่แตกต่างกันนี้ คือ โอกาสในการซื้อขายเพื่อทำกำไรจากโกลด์ฟิวเจอร์ส
การซื้อขายโกลด์ฟิวเจอร์สต่างจากการซื้อขายหุ้น และซื้อขายทองคำ ตรงที่โกลด์ฟิวเจอร์สเป็นสัญญาซื้อขายล่วงหน้า ผู้ลงทุนจึงไม่จำเป็นต้องจ่ายเงินทั้งจำนวน ผู้ลงทุนแค่เพียงวางเงินส่วนหนึ่งซึ่งมีมูลค่าประมาณ 1 ใน 10 ของมูลค่าสัญญาทั้งจำนวน ไว้กับโบรกเกอร์อนุพันธ์ก่อนส่งคำสั่งซื้อขายเพื่อเป็นเงินมัดจำ เรียกว่าเงินหลักประกันขั้นต้น (Initial Margin) ซึ่งการซื้อขายที่ใช้เงินลงทุนน้อยนี้ ทำให้ผู้ลงทุนมีโอกาสได้อัตราผลตอบแทนสูงเมื่อเทียบกับเงินทุน ซึ่งหากราคาทองคำสูงขึ้นจริง ผู้ลงทุนที่ซื้อโกลด์ฟิวเจอร์สก็มีโอกาสได้รับอัตราผลกำไรสูงกว่าการซื้อ ทองคำ
ในกรณีราคาทองขาลง ผู้ลงทุนที่ต้องการเก็งกำไรจากทองคำและมีทองคำอยู่ในมืออยู่แล้ว ก็สามารถเร่งขายทองคำในช่วงที่ราคาทองยังสูง และค่อยซื้อทองคำกลับคืนหลังจากราคาทองปรับตัวลดลง แต่สำหรับผู้ที่ไม่มีทองคำอยู่ในมือก็จะไม่สามารถใช้วิธีนี้สร้างทำกำไรได้ โกลด์ฟิวเจอร์สช่วยเพิ่มโอกาสทำกำไรโดยใช้ต้นทุนต่ำได้ เนื่องจากผู้ลงทุนสามารถวางเงินแค่หลักประกันขั้นต้น ก็สามารถทำการขายโกลด์ฟิวเจอร์สก่อน เพื่อทำกำไรในตลาดขาลง
ราคาซื้อขายโกลด์ฟิวเจอร์ส มาจากความคาดการณ์ราคาทองคำในอนาคตของผู้ลงทุน แม้ว่าจะไม่ใช่ราคาเดียวกับราคาทองคำที่ซื้อขายและส่งมอบในปัจจุบัน การซื้อขายโกลด์ฟิวเจอร์ส จึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการกระจายการลงทุนที่เรียกว่า การลงทุนเพื่อลดความเสี่ยงจากภาวะเงินเฟ้อได้ (Inflation Hedge) ซื้อขายง่าย สภาพคล่องสูง ราคาโปร่งใส
ข้อควรระวังในการซื้อขาย โกลด์ฟิวเจอร์สใช้เงินทุนน้อย เนื่องจากผู้ลงทุนไม่จำเป็นต้องจ่ายเงินทั้งจำนวนในการซื้อขาย ผู้ลงทุนเพียงแค่วางเงินประกันแค่ 1 ใน 10 ของมูลค่าสัญญา ดังนั้น หากผู้ลงทุนได้กำไร ก็จะเป็นอัตราส่วนที่สูงเมื่อเทียบกับเงินลงทุน แต่หากขาดทุนก็จะเป็นอัตราส่วนที่สูงเช่นเดียวกัน การเปลี่ยนแปลงของราคาทองคำและอัตราแลกเปลี่ยนก็เป็นปัจจัยที่ผู้ลงทุนควร คำนึงในการซื้อขายโดยปกติแล้วราคาทองคำจะเคลื่อนไหวสวนทางกับอัตราแลก เปลี่ยน ดังนั้น การเปลี่ยนแปลงของค่าเงินจึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ผู้ลงทุนควรติดตามให้ความสนใจนอกจากนี้ ฟิวเจอร์สมีอายุจํากัด ซึ่งแตกต่างจากหุ้นและทองคำจริงที่ไม่มีวันหมดอายุ หากผู้ลงทุนถือโกลด์ฟิวเจอร์สไปจนถึงวันครบอายุสัญญา ก็จะมีการปิดสถานะของสัญญาให้ผู้ลงทุนโดยอัตโนมัติ ผู้ลงทุนจะได้กำไรขาดทุนเท่ากับส่วนต่างระหว่าง ราคาที่ซื้อหรือขายฟิวเจอร์สไว้ และ ราคาที่ใช้ชำระราคาวันสุดท้าย ดังนั้นผู้ลงทุนจึงควรรู้จักระดับความเสี่ยงที่ตนเองยอมรับได้ก่อนตัดสินใจ ลงทุน และควรติดตามสถานะการลงทุนอย่างสม่ำเสมอ
ที่มา http://www.stargold4u.com/webboard/read.php?tid=11
คำถาม
1. Gold Futures (โกลด์ ฟิวเจอร์) คืออะไร
2. การซื้อขายโกลด์ฟิวเจอร์ต่างจากการซื้อขายหุ้นอย่างไร
3. ข้อควรระวังในการซื้อขายโกลด์ฟิวเจอร์คืออะไร
เรื่อง Gold Futures ซื้อขายมั่นใจ มีโอกาสทำกำไรบนราคาทอง
Gold Futures (โกลด์ฟิวเจอร์ส) หรือ สัญญาซื้อขายทองคำล่วงหน้า เป็นเครื่องมือที่ผู้ลงทุนสามารถใช้ทำกำไรได้ตามความคาดการณ์ที่มีต่อราคา ทองคำได้ทั้งในภาวะราคาทองขาขึ้นและราคาทองขาลง ด้วยคุณลักษณะเด่นที่สามารถซื้อก่อนขายหรือขายก่อนซื้อก็ได้ และใช้เงินลงทุนน้อย ประกอบกับราคาทองคำมีการเคลื่อนไหวที่ไม่สัมพันธ์กับราคาหุ้น โกลด์ฟิวเจอร์สจึงเป็นทางเลือกที่น่าสนใจในการทำกำไรและกระจายความเสี่ยงของ พอร์ตลงทุน ผู้ลงทุนสามารถซื้อขายโกลด์ฟิวเจอร์สได้ง่าย สะดวก ผ่านระบบซื้อขายอิเล็กทรอนิกส์ของตลาดอนุพันธ์ (TFEX) โดยมีบริษัท สำนักหักบัญชี (ประเทศไทย) จำกัด (TCH) เป็นผู้ประกันการชำระราคาจากการซื้อขาย และมีสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เป็นผู้กำกับดูแลการดำเนินงานของตลาดอนุพันธ์และบริษัทสมาชิก ผู้ลงทุนจึงมั่นใจได้ว่าในทุก ๆ การซื้อขายในตลาดอนุพันธ์ มีความโปร่งใสและเชื่อถือได้กำไรสองทาง ทั้งทองขึ้นทองลงโกลด์ฟิวเจอร์สช่วยเพิ่มความคล่องตัวให้กับผู้ลงทุนทําให้
สามารถซื้อขายทำกำไรได้ทั้งในภาวะราคาทองขาขึ้น และราคาทองขาลง โดยในการซื้อขายโกลด์ฟิวเจอร์ส จะไม่มีการส่งมอบทองคำจริงระหว่างคู่สัญญา แต่ใช้วิธีจ่ายชำระเงินตามส่วนต่างกำไรขาดทุนที่เกิดขึ้น เรียกว่า “การชำระราคาเป็นเงินสด”(Cash settlement) ผู้ลงทุนสามารถ “ซื้อก่อนขาย” หรือ “ขายก่อนซื้อ” ก็ได้ โดยกำไรขาดทุนที่เกิดขึ้นจะเท่ากับส่วนต่างระหว่างราคาขายและราคาที่ซื้อเอา ไว้ เช่น หากผู้ลงทุนคาดว่าราคาทองคำจะปรับตัวเพิ่มขึ้นก็สามารถซื้อโกลด์ฟิวเจอร์ส ไว้ก่อน และเมื่อราคาทองคำปรับตัวขึ้น ก็สามารถขายโกลด์ฟิวเจอร์สในภายหลังทำให้ได้กำไรเท่ากับส่วนต่างของราคาซื้อและขาย หรือในกรณีที่ผู้ลงทุนคาดว่าราคาทองจะปรับตัวลดลง ก็สามารถสั่งขายโกลด์ฟิวเจอร์สได้เลย แม้ว่าไม่เคยซื้อโกลด์ฟิวเจอร์สมาก่อน และเมื่อราคาทองปรับตัวลดลง ก็ค่อยซื้อโกลด์ฟิวเจอร์สในภายหลัง ทำให้ได้กำไรตามส่วนต่างของราคาขายและราคาซื้อ ทุกภาวะตลาด ทุกความคาดการณ์ คือโอกาสทำกำไรการซื้อขายโกลด์ฟิวเจอร์ส คือ การซื้อขายทองคำล่วงหน้า ราคาของโกลด์ฟิวเจอร์สจึงเป็นราคาทอง ที่ผู้ลงทุนคาดการณ์ในอนาคต จึงอาจจะแตกต่างจากราคาทองที่มีการซื้อขายและส่งมอบกันในปัจจุบัน (Gold Spot Price) ความคาดการณ์ราคาทองที่แตกต่างกันนี้ คือ โอกาสในการซื้อขายเพื่อทำกำไรจากโกลด์ฟิวเจอร์ส
การซื้อขายโกลด์ฟิวเจอร์สต่างจากการซื้อขายหุ้น และซื้อขายทองคำ ตรงที่โกลด์ฟิวเจอร์สเป็นสัญญาซื้อขายล่วงหน้า ผู้ลงทุนจึงไม่จำเป็นต้องจ่ายเงินทั้งจำนวน ผู้ลงทุนแค่เพียงวางเงินส่วนหนึ่งซึ่งมีมูลค่าประมาณ 1 ใน 10 ของมูลค่าสัญญาทั้งจำนวน ไว้กับโบรกเกอร์อนุพันธ์ก่อนส่งคำสั่งซื้อขายเพื่อเป็นเงินมัดจำ เรียกว่าเงินหลักประกันขั้นต้น (Initial Margin) ซึ่งการซื้อขายที่ใช้เงินลงทุนน้อยนี้ ทำให้ผู้ลงทุนมีโอกาสได้อัตราผลตอบแทนสูงเมื่อเทียบกับเงินทุน ซึ่งหากราคาทองคำสูงขึ้นจริง ผู้ลงทุนที่ซื้อโกลด์ฟิวเจอร์สก็มีโอกาสได้รับอัตราผลกำไรสูงกว่าการซื้อ ทองคำ
ในกรณีราคาทองขาลง ผู้ลงทุนที่ต้องการเก็งกำไรจากทองคำและมีทองคำอยู่ในมืออยู่แล้ว ก็สามารถเร่งขายทองคำในช่วงที่ราคาทองยังสูง และค่อยซื้อทองคำกลับคืนหลังจากราคาทองปรับตัวลดลง แต่สำหรับผู้ที่ไม่มีทองคำอยู่ในมือก็จะไม่สามารถใช้วิธีนี้สร้างทำกำไรได้ โกลด์ฟิวเจอร์สช่วยเพิ่มโอกาสทำกำไรโดยใช้ต้นทุนต่ำได้ เนื่องจากผู้ลงทุนสามารถวางเงินแค่หลักประกันขั้นต้น ก็สามารถทำการขายโกลด์ฟิวเจอร์สก่อน เพื่อทำกำไรในตลาดขาลง
ราคาซื้อขายโกลด์ฟิวเจอร์ส มาจากความคาดการณ์ราคาทองคำในอนาคตของผู้ลงทุน แม้ว่าจะไม่ใช่ราคาเดียวกับราคาทองคำที่ซื้อขายและส่งมอบในปัจจุบัน การซื้อขายโกลด์ฟิวเจอร์ส จึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการกระจายการลงทุนที่เรียกว่า การลงทุนเพื่อลดความเสี่ยงจากภาวะเงินเฟ้อได้ (Inflation Hedge) ซื้อขายง่าย สภาพคล่องสูง ราคาโปร่งใส
ข้อควรระวังในการซื้อขาย โกลด์ฟิวเจอร์สใช้เงินทุนน้อย เนื่องจากผู้ลงทุนไม่จำเป็นต้องจ่ายเงินทั้งจำนวนในการซื้อขาย ผู้ลงทุนเพียงแค่วางเงินประกันแค่ 1 ใน 10 ของมูลค่าสัญญา ดังนั้น หากผู้ลงทุนได้กำไร ก็จะเป็นอัตราส่วนที่สูงเมื่อเทียบกับเงินลงทุน แต่หากขาดทุนก็จะเป็นอัตราส่วนที่สูงเช่นเดียวกัน การเปลี่ยนแปลงของราคาทองคำและอัตราแลกเปลี่ยนก็เป็นปัจจัยที่ผู้ลงทุนควร คำนึงในการซื้อขายโดยปกติแล้วราคาทองคำจะเคลื่อนไหวสวนทางกับอัตราแลก เปลี่ยน ดังนั้น การเปลี่ยนแปลงของค่าเงินจึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ผู้ลงทุนควรติดตามให้ความสนใจนอกจากนี้ ฟิวเจอร์สมีอายุจํากัด ซึ่งแตกต่างจากหุ้นและทองคำจริงที่ไม่มีวันหมดอายุ หากผู้ลงทุนถือโกลด์ฟิวเจอร์สไปจนถึงวันครบอายุสัญญา ก็จะมีการปิดสถานะของสัญญาให้ผู้ลงทุนโดยอัตโนมัติ ผู้ลงทุนจะได้กำไรขาดทุนเท่ากับส่วนต่างระหว่าง ราคาที่ซื้อหรือขายฟิวเจอร์สไว้ และ ราคาที่ใช้ชำระราคาวันสุดท้าย ดังนั้นผู้ลงทุนจึงควรรู้จักระดับความเสี่ยงที่ตนเองยอมรับได้ก่อนตัดสินใจ ลงทุน และควรติดตามสถานะการลงทุนอย่างสม่ำเสมอ
ที่มา http://www.stargold4u.com/webboard/read.php?tid=11
คำถาม
1. Gold Futures (โกลด์ ฟิวเจอร์) คืออะไร
2. การซื้อขายโกลด์ฟิวเจอร์ต่างจากการซื้อขายหุ้นอย่างไร
3. ข้อควรระวังในการซื้อขายโกลด์ฟิวเจอร์คืออะไร
วันจันทร์ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2552
ฟิวเจอร์ส..ลงทุนในอนาคต
จัดทำบทความโดย น.ส.จรันยา ไตรยัญสุวรรณ เลขทะเบียน 5001103109
เรื่อง ฟิวเจอร์ส..ลงทุนในอนาคต
ฟิวเจอร์ส (Futures) หมายถึง สัญญาที่ผู้ซื้อและผู้ขายตกลงกันที่จะซื้อขายสินทรัพย์อย่างใดอย่างหนึ่งในอนาคต โดยได้ตกลงราคาและจำนวนไว้ตั้งแต่วันทำสัญญา ในศัพท์เทคนิค (ที่นักลงทุนใช้กันอยู่ทั่วไป) ผู้ที่ซื้อฟิวเจอร์ส เรียกว่ามีฐานะซื้อ หรือ Long Position ส่วนผู้ที่ขายฟิวเจอร์ส เรียกว่า Short Position ในตอนที่ทำสัญญา ก็แค่จ่ายเงินค่าสัญญา หรือจะเรียกว่า เงินมัดจำก็ได้ พอครบกำหนดสัญญา ผู้ขายก็เอาของมาส่ง ผู้ซื้อก็จ่ายเงินส่วนที่เหลือทั้งหมด
สินค้าส่วนใหญ่ที่ใช้เป็นสินทรัพย์อ้างอิง เดิมทีเดียวเริ่มต้นกันที่ พวกสินค้าเกษตร เพราะสมัยก่อนโน้น ควบคุมผลผลิตกันได้ยาก เลยต้องล๊อคกันไว้ล่วงหน้าด้วยสัญญาฟิวเจอร์ส ไม่ว่าจะเป็น ข้าวโพด ถั่วเหลือง เนย ไข่ แม้กระทั่ง เนื้อหมู แล้วต่อมาถึงได้มีสัญญาล่วงหน้าพวก เงินตราสกุลต่างๆ หรือพวกหุ้น สัญญาฟิวเจอร์สที่มีสินค้าเกษตรเป็นสินทรัพย์อ้างอิง เรียกกันว่า Commodity Futures Contract ส่วนสัญญาฟิวเจอร์สเกี่ยวกับเรื่องเงินๆทองๆ เรียกว่า Financial Futures Contract
ถ้าจะเทียบกับการซื้อขายหุ้น ที่คุณๆ รู้จักกันดี ก็อาจจะรู้สึกว่าคล้ายๆ กัน แต่เนื่องจากการซื้อขายฟิวเจอร์ส เป็นการทำสัญญา ดังนั้น การจ่ายเงินก็จ่ายแค่ค่าใบสัญญา การจ่ายเงินหรือที่เรียกแบบซีเรียสว่า การชำระราคาจึงต่างจากการซื้อหุ้น คือ ไม่ต้องจ่ายค่าซื้อขายเต็มจำนวน แต่จ่ายเงินมัดจำเพียงบางส่วนที่เรียกว่า เงินประกัน (Margin) เพื่อเป็นยันต์กันว่าคนซื้อคนขายจะไม่เบี้ยวจากสัญญาฟิวเจอร์สที่ทำไว้ เช่น 10% ของขนาดสัญญา เป็นต้น
แต่ไม่ได้จ่ายชำระค่าสินค้าทั้งหมดแบบหุ้น เงินประกันนี้เรียกเก็บจากทั้งคนซื้อและคนขาย เหมือนเป็นเงินมัดจำว่าผู้ลงทุนจะไม่เบี้ยว จากเงื่อนไขที่ตกลงกันไว้ โปรดสังเกตุนะครับว่า เรียกเก็บทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย เพราะอันนี้เป็นเรื่องการทำสัญญากันล้วนๆ ไม่เกี่ยวกับบริษัทจดทะเบียนหรือ Underlying Assets อะไรทำนองนั้นแต่อย่างใด
นอกจากนี้ ในการซื้อขายหุ้น ไม่ต้องคำนวณกำไรขาดทุน เพื่อเรียกเงินเพิ่มหรือจ่ายกำไรในแต่วัน แต่จะรับรู้กำไรขาดทุน เมื่อขายหุ้นออกไปเท่านั้น แต่สำหรับการซื้อขายฟิวเจอร์ส จะคล้ายๆกับการซื้อขายหุ้นด้วยระบบมาร์จิ้น เพราะในแต่ละวัน ราคาฟิวเจอร์สมีการเปลี่ยนแปลงไป จึงต้องมีการคำนวณกำไรขาดทุนทั้งของคนซื้อและคนขาย และดูว่าเงินประกันที่่วางไว้นั้นเพียงพอหรือไม่ ถ้าไม่พอก็เรียกเก็บเพิ่ม โดยในทุกๆวัน ทั้งสำนักหักบัญชีและโบรกเกอร์จะคำนวณกำไรขาดทุนของ คนซื้อคนขาย เพื่อดูว่าต้องเรียกเงินประกันเพิ่มจากคนที่ขาดทุนหรือไม่
ถ้าขาดทุนจนไม่ไหวแล้ว ก็เอาเงินมาเพิ่ม ส่วนคนที่ได้กำไร ก็อาจขอถอนเงินไปใช้ก็ได้ ซึ่งขั้นตอนที่มีการคำนวณให้ทุกวันว่า กำไรขาดทุนอยู่เท่าไหร่ โดยคำนวณ จากราคาที่กำหนดในสัญญากับราคาจริงๆของหลักทรัพย์ นี้เรียกว่า Mark to Market ซึ่งเป็นกลไกป้องกันความเสี่ยงจากอาการดินพอกหางหมู เพราะรับจ่ายกันทุกวัน ไม่ต้องติดค้างไม่ต้องจ่ายเต็มจำนวนเหมือนเวลาซื้อหุ้น ส่วนขั้นตอนในเวลาที่จะซื้อขายฟิวเจอร์สที่เป็นรูปธรรมนั้น มีกระบวนการไม่ต่างไปจากการซื้อขายหุ้น คือ เปิดบัญชี และส่งคำสั่งซื้อขายผ่านโบรกเกอร์ นั่นเองครับ
คุณๆ ก็อาจสงสัยว่า แล้วพอครบกำหนดสัญญาที่ว่า จะมีการขนของมาส่งให้กันจริงๆหรือ อย่างเช่น ที่เราอ่านข่าวเมืองนอก ว่ามีการซื้อขายสัญญาล่วงหน้าทองคำ จะเอาทองคำขนกันมาอย่างไร เพราะฟิวเจอร์สมีการกำหนดวันหมดอายุชัดเจน หากถึงวันแล้ว ถ้ายังถือฟิวเจอร์สไว้ ผู้ซื้อก็ต้องมารับมอบและจ่ายเงินค่าสินค้าที่เหลือ (ซึ่งเป็นจำนวนเงินมหาศาล) ส่วนผู้ขายก็ต้องมาส่งมอบและรับเงินค่าสินค้าตามที่ตกลงไว้ (ซึ่งก็เป็นของปริมาณมหาศาลเหมือนกัน)
แต่ถ้าไม่อยากมีภาระผูกพันไปจนถึงวันนั้น ซึ่งส่วนใหญ่จะปฏิบัติกัน สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ คนที่เป็นคนขายฟิวเจอร์ส ก็จะไปซื้อฟิวเจอร์สอีกอันหนึ่ง เพื่อเอามาล้างภาระที่จะทำตามเงื่อนไข ส่วนคนที่ซื้อฟิวเจอร์ส ก็สามารถล้างฐานะได้ด้วยเหมือนกัน ด้วยการขายฟิวเจอร์สออกไป เรียกว่า จับแพะชนแกะ เอ๊ย Offset Position ..งงไหมครับ ว่า อ้าว ! แล้วมันบริหารความเสี่ยงอย่างไรหรือกำไรขาดทุนตรงไหน ก็ตรงส่วนต่างระหว่างราคาที่ไป Offset นั่นแหละครับ พอล้างไปแล้ว ถ้าฟิวเจอร์สที่เราซื้อมามีราคาถูกกว่า ก็ได้กำไร แล้วก็กำไรนั่นแหละไปหักกลบกับราคาค่างวดที่เกิดขึ้นจริง
ถ้าจะยกตัวอย่างของการซื้อขายฟิวเจอร์สกับการลงทุนในตลาดหุ้น ดูกรณีแรกก่อนนะครับ ถ้าเป็นการซื้อขายฟิวเจอร์สเพื่อ ลดความเสี่ยงในการลงทุน เช่น คุณๆที่มีพอร์ตการลงทุนอยู่ แต่กลัวหุ้นตก (แค่กลัวนะครับ ถ้าเชื่อมั่น ก็ขายหุ้นเถอะครับ ไม่ต้องมาเทรดฟิวเจอร์ส) ก็สามารถเลือกที่จะ ? ขายฟิวเจอร์สหุ้น ? เมื่อราคาหุ้นถึงระดับที่คาดว่าจะตก คราวนี้ ถ้าหุ้นตกจริง แทนที่จะขาดทุนในพอร์ตอย่างเดียว (เพราะถือเอาไว้ ไม่ได้ขาย) ก็จะมีกำไรจากการ Offset Position ของสัญญาฟิวเจอร์ส
เนื่องจาก ทำสัญญาว่าจะขายหุ้นให้ พอถึงเวลา หุ้นที่สัญญาไว้มีราคาถูกลง ก็เหมือนสัญญาว่าจะส่งของให้แพงๆ แต่พอถึงวันส่งของ ของถูกลงก็ใช้เงินน้อยลงมาซื้อใช้ให้แหละครับ รวมเบ็ดเสร็จผลสุดท้าย ก็เลยได้ลดความเสี่ยงในการลงทุน เพราะสามารถ นำกำไรจากฟิวเจอร์สมาชดเชยกับผลขาดทุนของหุ้นที่มีอยู่ นั่นเอง
อีกด้านหนึ่ง ถ้าจะมองถึง การลงทุนในฟิวเจอร์สเพื่อหากำไร ก็สามารถทำได้เหมือนกัน เช่น ถ้าคุณเชื่อว่าหุ้นจะขึ้น แทนที่จะไปซื้อหุ้น ซึ่งต้องใช้เงินเต็มมูลค่าของราคาหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ ก็เข้าไปซื้อฟิวเจอร์สหุ้นแทน หรือขายฟิวเจอร์สหุ้นเมื่อคาดว่าหุ้นจะตก ซึ่งเป็นการลงทุนที่ทำได้ง่ายและมีต้นทุนต่ำ เพราะจ่ายเพียงเงินประกันบางส่วน แต่ไม่ต้องจ่ายชำระค่าสินค้าทั้งหมดแบบการซื้อหุ้น เพราะเราซื้อขายกันที่สัญญาเท่านั้น เลยได้ประโยชน์ตรงตัวทวีคูณของจำนวน
เช่น ถ้ามีกำหนดวางเงินประกันที่ 10% ของ ขนาดสัญญา ก็แปลว่า ใช้เงินแค่หนึ่งในสิบที่ควรจะเป็นเท่านั้น หรือมองแบบเข้าข้างตัวเอง (และเก็งกำไรหน่อยๆ) ก็เหมือนมีเงินเพิ่มขึ้น เป็น 10 เท่า นั่นแหละครับ
ถ้าจะเทียบกับการซื้อขายหุ้น ที่คุณๆ รู้จักกันดี ก็อาจจะรู้สึกว่าคล้ายๆ กัน แต่เนื่องจากการซื้อขายฟิวเจอร์ส เป็นการทำสัญญา ดังนั้น การจ่ายเงินก็จ่ายแค่ค่าใบสัญญา การจ่ายเงินหรือที่เรียกแบบซีเรียสว่า การชำระราคาจึงต่างจากการซื้อหุ้น คือ ไม่ต้องจ่ายค่าซื้อขายเต็มจำนวน แต่จ่ายเงินมัดจำเพียงบางส่วนที่เรียกว่า เงินประกัน (Margin) เพื่อเป็นยันต์กันว่าคนซื้อคนขายจะไม่เบี้ยวจากสัญญาฟิวเจอร์สที่ทำไว้ เช่น 10% ของขนาดสัญญา เป็นต้น
แต่ไม่ได้จ่ายชำระค่าสินค้าทั้งหมดแบบหุ้น เงินประกันนี้เรียกเก็บจากทั้งคนซื้อและคนขาย เหมือนเป็นเงินมัดจำว่าผู้ลงทุนจะไม่เบี้ยว จากเงื่อนไขที่ตกลงกันไว้ โปรดสังเกตุนะครับว่า เรียกเก็บทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย เพราะอันนี้เป็นเรื่องการทำสัญญากันล้วนๆ ไม่เกี่ยวกับบริษัทจดทะเบียนหรือ Underlying Assets อะไรทำนองนั้นแต่อย่างใด
นอกจากนี้ ในการซื้อขายหุ้น ไม่ต้องคำนวณกำไรขาดทุน เพื่อเรียกเงินเพิ่มหรือจ่ายกำไรในแต่วัน แต่จะรับรู้กำไรขาดทุน เมื่อขายหุ้นออกไปเท่านั้น แต่สำหรับการซื้อขายฟิวเจอร์ส จะคล้ายๆกับการซื้อขายหุ้นด้วยระบบมาร์จิ้น เพราะในแต่ละวัน ราคาฟิวเจอร์สมีการเปลี่ยนแปลงไป จึงต้องมีการคำนวณกำไรขาดทุนทั้งของคนซื้อและคนขาย และดูว่าเงินประกันที่่วางไว้นั้นเพียงพอหรือไม่ ถ้าไม่พอก็เรียกเก็บเพิ่ม โดยในทุกๆวัน ทั้งสำนักหักบัญชีและโบรกเกอร์จะคำนวณกำไรขาดทุนของ คนซื้อคนขาย เพื่อดูว่าต้องเรียกเงินประกันเพิ่มจากคนที่ขาดทุนหรือไม่
ถ้าขาดทุนจนไม่ไหวแล้ว ก็เอาเงินมาเพิ่ม ส่วนคนที่ได้กำไร ก็อาจขอถอนเงินไปใช้ก็ได้ ซึ่งขั้นตอนที่มีการคำนวณให้ทุกวันว่า กำไรขาดทุนอยู่เท่าไหร่ โดยคำนวณ จากราคาที่กำหนดในสัญญากับราคาจริงๆของหลักทรัพย์ นี้เรียกว่า Mark to Market ซึ่งเป็นกลไกป้องกันความเสี่ยงจากอาการดินพอกหางหมู เพราะรับจ่ายกันทุกวัน ไม่ต้องติดค้างไม่ต้องจ่ายเต็มจำนวนเหมือนเวลาซื้อหุ้น ส่วนขั้นตอนในเวลาที่จะซื้อขายฟิวเจอร์สที่เป็นรูปธรรมนั้น มีกระบวนการไม่ต่างไปจากการซื้อขายหุ้น คือ เปิดบัญชี และส่งคำสั่งซื้อขายผ่านโบรกเกอร์ นั่นเองครับ
คุณๆ ก็อาจสงสัยว่า แล้วพอครบกำหนดสัญญาที่ว่า จะมีการขนของมาส่งให้กันจริงๆหรือ อย่างเช่น ที่เราอ่านข่าวเมืองนอก ว่ามีการซื้อขายสัญญาล่วงหน้าทองคำ จะเอาทองคำขนกันมาอย่างไร เพราะฟิวเจอร์สมีการกำหนดวันหมดอายุชัดเจน หากถึงวันแล้ว ถ้ายังถือฟิวเจอร์สไว้ ผู้ซื้อก็ต้องมารับมอบและจ่ายเงินค่าสินค้าที่เหลือ (ซึ่งเป็นจำนวนเงินมหาศาล) ส่วนผู้ขายก็ต้องมาส่งมอบและรับเงินค่าสินค้าตามที่ตกลงไว้ (ซึ่งก็เป็นของปริมาณมหาศาลเหมือนกัน)
แต่ถ้าไม่อยากมีภาระผูกพันไปจนถึงวันนั้น ซึ่งส่วนใหญ่จะปฏิบัติกัน สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ คนที่เป็นคนขายฟิวเจอร์ส ก็จะไปซื้อฟิวเจอร์สอีกอันหนึ่ง เพื่อเอามาล้างภาระที่จะทำตามเงื่อนไข ส่วนคนที่ซื้อฟิวเจอร์ส ก็สามารถล้างฐานะได้ด้วยเหมือนกัน ด้วยการขายฟิวเจอร์สออกไป เรียกว่า จับแพะชนแกะ เอ๊ย Offset Position ..งงไหมครับ ว่า อ้าว ! แล้วมันบริหารความเสี่ยงอย่างไรหรือกำไรขาดทุนตรงไหน ก็ตรงส่วนต่างระหว่างราคาที่ไป Offset นั่นแหละครับ พอล้างไปแล้ว ถ้าฟิวเจอร์สที่เราซื้อมามีราคาถูกกว่า ก็ได้กำไร แล้วก็กำไรนั่นแหละไปหักกลบกับราคาค่างวดที่เกิดขึ้นจริง
ถ้าจะยกตัวอย่างของการซื้อขายฟิวเจอร์สกับการลงทุนในตลาดหุ้น ดูกรณีแรกก่อนนะครับ ถ้าเป็นการซื้อขายฟิวเจอร์สเพื่อ ลดความเสี่ยงในการลงทุน เช่น คุณๆที่มีพอร์ตการลงทุนอยู่ แต่กลัวหุ้นตก (แค่กลัวนะครับ ถ้าเชื่อมั่น ก็ขายหุ้นเถอะครับ ไม่ต้องมาเทรดฟิวเจอร์ส) ก็สามารถเลือกที่จะ ? ขายฟิวเจอร์สหุ้น ? เมื่อราคาหุ้นถึงระดับที่คาดว่าจะตก คราวนี้ ถ้าหุ้นตกจริง แทนที่จะขาดทุนในพอร์ตอย่างเดียว (เพราะถือเอาไว้ ไม่ได้ขาย) ก็จะมีกำไรจากการ Offset Position ของสัญญาฟิวเจอร์ส
เนื่องจาก ทำสัญญาว่าจะขายหุ้นให้ พอถึงเวลา หุ้นที่สัญญาไว้มีราคาถูกลง ก็เหมือนสัญญาว่าจะส่งของให้แพงๆ แต่พอถึงวันส่งของ ของถูกลงก็ใช้เงินน้อยลงมาซื้อใช้ให้แหละครับ รวมเบ็ดเสร็จผลสุดท้าย ก็เลยได้ลดความเสี่ยงในการลงทุน เพราะสามารถ นำกำไรจากฟิวเจอร์สมาชดเชยกับผลขาดทุนของหุ้นที่มีอยู่ นั่นเอง
อีกด้านหนึ่ง ถ้าจะมองถึง การลงทุนในฟิวเจอร์สเพื่อหากำไร ก็สามารถทำได้เหมือนกัน เช่น ถ้าคุณเชื่อว่าหุ้นจะขึ้น แทนที่จะไปซื้อหุ้น ซึ่งต้องใช้เงินเต็มมูลค่าของราคาหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ ก็เข้าไปซื้อฟิวเจอร์สหุ้นแทน หรือขายฟิวเจอร์สหุ้นเมื่อคาดว่าหุ้นจะตก ซึ่งเป็นการลงทุนที่ทำได้ง่ายและมีต้นทุนต่ำ เพราะจ่ายเพียงเงินประกันบางส่วน แต่ไม่ต้องจ่ายชำระค่าสินค้าทั้งหมดแบบการซื้อหุ้น เพราะเราซื้อขายกันที่สัญญาเท่านั้น เลยได้ประโยชน์ตรงตัวทวีคูณของจำนวน
เช่น ถ้ามีกำหนดวางเงินประกันที่ 10% ของ ขนาดสัญญา ก็แปลว่า ใช้เงินแค่หนึ่งในสิบที่ควรจะเป็นเท่านั้น หรือมองแบบเข้าข้างตัวเอง (และเก็งกำไรหน่อยๆ) ก็เหมือนมีเงินเพิ่มขึ้น เป็น 10 เท่า นั่นแหละครับ
คำถาม
1.ฟิวเจอร์สหมายถึงอะไร
2.สินค้าส่วนใหญ่ที่ใช้เป็นสินค้าอ้างอิงแต่เดิมเริ่มต้นที่สินค้าอะไร เพราะอะไร
3.การคำนวณว่ามีกำไรขาดทุนอยู่เท่าไหร่คำนวณจากอะไร
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)