วันอังคารที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

ลงทุนอย่างไรในช่วงอสังหาริมทรัพย์บูม

จัดทำโดย นางสาวศิรินทิพย์ เสือพลาย เลขทะเบียน 5001103024
เรื่อง ลงทุนอย่างไรในช่วงอสังหาริททรัพย์บูม

ลงทุนอย่างไรในช่วงอสังหาฯบูมโดย กิติศักดิ์ จำปาทิพย์พงศ์รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท ฮาริสัน จำกัด (มหาชน)เมื่อประมาณปลายปี 46 ต่อเนื่องถึงปี 47 อสังหาริมทรัพย์ถือว่าอยู่ในช่วงของการฟื้นตัวกลับมาบูมอีกครั้ง และเมื่อไม่กี่ปีมานี้ อสังหาริมทรัพย์ในอเมริกาก็บูมสุด ๆ เช่นกัน สามารถทำเงินเป็นจำนวนมากให้กับธุรกิจที่อยู่อาศัยอย่างไม่น่าเป็นไปได้ ในปี ค.ศ. 2001 -2002 (พ.ศ.2544-2545) นักเศรษฐศาตร์ได้ออกมาทำการวิเคราะห์แล้วพบว่า ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เป็นปัจจัยหลัก ที่ช่วยพยุงเศรษฐกิจไว้ได้ในขณะที่ตลาดหุ้นสั่นคลอนและธุรกิจด้านอื่น ๆ ไม่กระเตื้อง แต่ธุรกิจด้านอสังหาริมทรัพย์กลับดีขึ้นเรื่อย ๆ การที่ราคาบ้านพักอาศัยสูงขึ้นเรื่อย ๆ นี้ ทำให้เจ้าของที่พักอาศัยหลายรายเริ่มมองเห็นผลประโยชน์ที่จะได้จากสิ่งนี้ และเริ่มคิดที่จะลงทุนแทนที่จะซื้อไว้เพื่อเป็นเจ้าของทรัพย์สินดังเช่นเคย ดังนั้นการที่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เป็นตัวช่วยสถานะทางการเงินได้นั้น จึงเป็นปรากฎการณ์ที่น่าตื่นตะลึงยิ่งเราไม่อาจคาดเดาได้ว่าโอกาสดี ๆ เหล่านี้ยังคงจะดำเนินต่อไปในตลาดอสังหาริมทรัพย์หรือไม่ และจะยังคงเกิดขึ้นอีกใน 10 ปีข้างหน้าหรือเปล่า แต่สิ่งที่เราสามารถรู้ได้ในวันนี้ก็คือ ปรากฎการณ์เหล่านี้จะเกิดขึ้นแต่ละครั้งในช่วงระยะเวลาหนึ่ง ๆ ดังนั้น เราจะทำอย่างไรในการแสวงหาผลประโยชน์และไม่พลาดโอกาสภายในช่วงระยะเวลานั้นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ทั้งหลายที่เตรียมพร้อมในการหาผลประโยชน์ในช่วงอสังหาริมทรัพย์บูมนี้ รู้หรือไม่ว่า ในช่วงปี ค.ศ. 2000 2004 (ช่วง 4 ปีแรกในรอบ 10 ปี) มีเจ้าของที่พักอาศัยและนักลงทุนอสังหาริมทรัพย์เป็นจำนวนไม่น้อย สามารถเพิ่มค่าให้กับทรัพย์สินและทำรายได้ให้กับตัวเองคิดแล้วรวมเป็นเงินทั้งสิ้น 460 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นค่าเฉลี่ย 42,700 ดอลลาร์สหรัฐต่อคนในเวลา 4 ปี ซึ่งหมายความว่าอสังหาริมทรัพย์ของพวกเขาเหล่านี้ เพิ่มค่าสูงขึ้นถึง 70 150 เปอร์เซ็นต์เลยทีเดียวแต่ก็ไม่ใช่ทุกคนไปที่ได้รับผลประโยชน์ช่วงที่อสังหาฯบูมนี้ เนื่องจากผู้พักอาศัยบางท่านก็ไม่ได้เป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ หรือบางคนที่เป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ก็ไม่คิดที่จะหาผลประโยชน์จากเหตุการณ์นี้ เนื่องจากในแง่ของความรู้สึก พวกเขาเหล่านี้คิดเพียงแต่ว่าบ้านคือที่พักอาศัย ที่ ๆ ปลอดภัย หรือถ้าในแง่สถานภาพทางการเงิน พวกเขาเพียงคิดว่าบ้านคือทรัพย์สินที่เป็นรูปธรรมและมีค่า ดังนั้นการขายบ้านไปก็เพื่อที่จะซื้อบ้านใหม่ไว้เป็นที่พักพิงยามเกษียณอายุนั้นเองอันที่จริงมีหลายวิธีที่บุคคลเหล่านี้สามารถหาผลประโยชน์ได้ในช่วงที่อสังหาฯบูม อย่างไรก็แล้วแต่อันดับแรกเจ้าของที่พักอาศัยเหล่านี้ควรลบล้างความรู้สึกแบบเก่า ๆ พวกเขาจะต้องแยกให้ออกเกี่ยวกับในแง่ของความรู้สึกกับในแง่ของธุรกิจในการเป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ เพราะอะไรทำไมถึงต้องแยกกันให้ออก เพราะเนื่องจากเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ส่วนใหญ่ซื้อที่อยู่อาศัยตามความพึงพอใจของตัวเอง ไม่ได้ซื้อเพื่อลงทุนเก็งกำไรอะไร และนอกจากนี้พวกเขายังไม่รู้ว่าการตกแต่งที่พักอาศัยอย่างที่เขาชอบ ก็มีผลในระยะยาวในการเพิ่มมูลค่าบ้านที่เขาเป็นเจ้าของอยู่การลงทุนซื้อที่พักอาศัย เป็นการใช้จ่ายเงินที่มากและเป็นเรื่องใหญ่สำหรับคนทั่วไป จะต้องมีการวางแผนในระยะยาว และวางแผนทางด้านการเงินให้ดีพอ ๆ กับการลงทุนซื้อหุ้นหรือพันธบัตร การซื้อที่พักอาศัยเป็นบทพิสูจน์อย่างหนึ่งว่าเราสามารถบริหารเงินที่มีอยู่ได้ดีเพียงไร ให้คิดว่าอสังหาริมทรัพย์เป็นทรัพย์สินที่มีการเคลื่อนไหวอยู่เสมอ ก่อให้เกิดผลตอบแทนกลับมาเป็นเดือนหรือปี ดังนั้นผู้ที่คิดลงทุนจำเป็นต้องบวกลบคูณหารเอาว่าผลตอบแทนกลับมาอย่างไรหลายคนคิดว่าการนำเงินไปลงทุนซื้อหุ้นหรือพันธบัตรแทนที่จะเป็นธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ เพื่อใช้สำหรับการปรับปรุง/ตกแต่งเพิ่มเติมที่พักอาศัย, บ้านมือสอง, การเช่าที่อยู่อาศัย หรือแม้แต่การก่อตั้งเงินทุนเพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ ในการลงทุนซื้อที่พักอาศัยช่วงที่อสังหา ฯ บูมนั้น เราสามารถนำจำนวนเงินลงทุนและผลตอบแทนที่ได้รับมาคำนวณเปรียบเทียบกับการลงทุนซื้อหุ้นหรือซื้อพันธบัตรได้ โดยผลตอบแทนที่ได้รับจากการลงทุนซื้อหุ้นจะใช้ระยะเวลานานกว่าและใช้เงินมากกว่าการลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์ เพราะในการลงทุนซื้อที่พักอาศัย เราสามารถทำการผ่อนชำระกับสถาบันการเงินได้ ไม่ต้องจ่ายเงินเป็นจำนวนเต็ม และระหว่างที่เราทำการผ่อนชำระอยู่นั้น เราสามารถรับผลตอบแทนได้เร็ว โดยการนำที่พักอาศัยมาปล่อยเช่า และยังนำมาลดหย่อนภาษีได้อีก อีกทั้งราคาของที่พักอาศัยยังดีขึ้นอยู่เสมอคาดว่าภายใน 3- 4 ปีข้างหน้า ธุรกิจอสังหา ฯ ยังคงดีต่อเนื่อง เนื่องจากไม่เพียงแต่ดอกเบี้ยสินเชื่อรายย่อยที่ยังคงต่ำอยู่และรัฐบาลก็ควบคุม Project Finance ทำให้มี Supplier จำกัด แต่ยังมีปัจจัยอื่นประกอบด้วย เช่น การดำเนินการซื้อหรือขายสามารถทำให้ง่ายขึ้นหากรัฐบาลยังคงมีนโยบายสนับสนุนต่อเนื่อง และสิ่งที่สำคัญที่สุด คือ ความต้องการในการมีที่พักอาศัยของคนรุ่นใหม่, ผู้ที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานใหม่ยังคงเพิ่มขึ้นอยู่เรื่อย ๆ และรวมถึงการขยายครอบครัวใหม่ ขณะที่ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เป็นสิ่งที่น่าลงทุน แต่จะต้องคำนึงถึงว่าลงทุนอย่างไรจึงจะได้ผลกำไรในช่วงอสังหา ฯ บูม วิธีการในการลงทุนต้องมีข้อมูลและบทวิเคราะห์ รวมถึงการวางแผนด้านการเงินให้ดีอีกด้วย

ที่มา
http://www.konbaan.com/ZoneInvestor/investor-article.php?id=5


คำถาม
1.เพราะเหตุใดผลตอบแทนที่ได้รับจากการลงทุนซื้อหุ้นจะใช้ระยะเวลานานกว่าและใช้เงินมากกว่าการลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์
2.เพราะเหตุใดนักลงทุนจึงคาดว่าภายใน 3- 4 ปีข้างหน้า ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ยังคงดีต่อเนื่อง
3.การลงทุนในการซื้อที่พักอาศัยควรปฏิบัติอย่างไรเป็นอันดับแรก

วันอังคารที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

ฟิทช์อันดับเครดิตสากลสกุลเงินต่างประเทศระยะยาว BAY ที่ ‘BBB’ แนวโน้มลบ

จัดทำโดย นางสาว สวรรยา ฐิติเพิ่มพงศ์ เลขทะเบียน 5001103045
เรื่อง ฟิทช์อันดับเครดิตสากลสกุลเงินต่างประเทศระยะยาว BAY ที่ ‘BBB’ แนวโน้มลบ
ฟิทช์ เรทติ้งส์ ประกาศคงอันดับเครดิตของธนาคารกรุงศรีอยุธยา(BAY)โดยอันดับเครดิตสากลสกุลเงินต่างประเทศระยะยาว (Foreign Currency Issuer Default Rating (IDR)) ที่ ‘BBB’ แนวโน้มเป็นลบ อันดับเครดิตสากลสกุลเงินต่างประเทศระยะสั้นที่ ‘F3’ อันดับความแข็งแกร่งทางการเงินที่ระดับ ‘C’ อันดับเครดิตสนับสนุนที่ระดับ ‘3’ อันดับเครดิตสนับสนุนขั้นต่ำ (Support Rating Floor) ที่ ‘BB+’
อันดับเครดิตภายในประเทศ (National Rating) ระยะยาว ที่ ‘AA-(tha)’ (AA ลบ (tha)) แนวโน้มมีเสถียรภาพ อันดับเครดิตภายในประเทศระยะสั้นที่ ‘F1+ (tha)’ อันดับเครดิตภายในประเทศของหุ้นกู้ด้อยสิทธิที่ ‘A+(tha)’ และ อันดับเครดิตสากลสกุลเงินต่างประเทศของหุ้นกู้ด้อยสิทธิ ที่ ‘BBB-’ (BBB ลบ) อันดับเครดิตของธนาคารสะท้อนถึงผลการดำเนินงานและคุณภาพสินทรัพย์ที่ปรับตัวดีขึ้น รวมถึงสถานะเงินกองทุนของธนาคารที่แข็งแกร่ง ถึงแม้สภาพเศรษฐกิจโดยรวมยังคงอ่อนแอ BAY ประกาศผลประกอบการของปี 2551 โดยมีกำไรสุทธิ 4.9 พันล้านบาท ปรับตัวดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเทียบกับผลขาดทุน 4 พันล้านบาทในปี 2550 ถึงแม้ว่าได้มีการตัดจำหน่ายเงินลงทุนใน Collateralised Debt Obligations (CDOs) โดยผลการดำเนินงานที่ดีขึ้นมีสาเหตุหลักมาจากการเพิ่มขึ้นของรายได้จากการเข้าซื้อกิจการของ AYCAL (เดิมชื่อ GECAL) ในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2551 และจากการตั้งสำรองหนี้สูญที่ลดลงมา สำหรับไตรมาสที่ 1 ปี 2552 ธนาคารประกาศผลกำไรจำนวน 1 พันล้านบาท ซึ่งไม่เปลี่ยนแปลงเมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน ในส่วนของอัตราส่วนต่างดอกเบี้ยสุทธิของธนาคาร มีการปรับตัวดีขึ้นเป็น 4.2% ในปี 2551 จาก 3.4% ในปี 2550 เนื่องจากการเพิ่มขึ้นของสินเชื่อรายย่อยที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า และการลดลงของสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) คุณภาพสินทรัพย์ของธนาคารได้ปรับตัวดีขึ้นอย่างมาก โดยสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ลดลงเหลือ 10%ของสินเชื่อรวม ณ สิ้นปี 2551 (16% ณ สิ้นปี 2550) จากการขายสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้และการปรับโครงสร้างหนี้ สัดส่วนของสำรองหนี้สูญต่อสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ ปรับตัวสูงขึ้นเป็น 58.6% ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2552 (45.0% ณ สิ้นปี 2549) แต่ยังคงต่ำกว่าระดับเฉลี่ยของอุตสาหกรรมซึ่งอยู่ที่ประมาณ 70% ฟิทช์มีความเห็นว่าด้วยสภาพเศรษฐกิจโดยรวมที่ยังคงอ่อนแอและระดับการตั้งสำรองที่อยู่ในระดับปานกลาง ธนาคารยังมีความเสี่ยงในเรื่องการตั้งสำรองเพิ่ม แต่อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงดังกล่าวน่าจะชดเชยได้ด้วยรายได้ สภาพคล่องของ BAY อยู่ในระดับที่เพียงพอ โดยสัดส่วนสินเชื่อต่อเงินฝาก (รวมเงินกู้ยืมระยะสั้น) อยู่ที่ 98.7% ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2552 อย่างไรก็ตามการพึ่งพาแหล่งเงินทุนโดยกู้ยืมจากสถาบันการเงินและการออกตราสารหนี้ได้เพิ่มขึ้นอย่างมากในปี 2550-2551 เนื่องจากธนาคารมีการเตรียมพร้อมเพื่อการเข้าซื้อกิจการในปี 2551 และต้นปี 2552 ระดับเงินกองทุนของธนาคารแข็งแกร่งขึ้นอย่างมากในปี 2550 จากการเพิ่มทุนโดย GE Capital International Holdings Corporation (GECIH) อย่างไรก็ตามเงินกองทุนของธนาคารปรับตัวลดลงเนื่องจากการเข้าซื้อกิจการ ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2552 เงินกองทุนชั้นที่ 1 และเงินกองทุนรวมอยู่ที่ 12.9% และ 15.6% ตามลำดับ การเข้าซื้อ GE Money Thailand อาจทำให้อัตราส่วนเงินกองทุนลดลงถึง 1.5% อย่างไรก็ตามโดยรวมแล้วระดับเงินกองทุนยังคงอยู่ในระดับที่แข็งแกร่ง อันดับเครดิตสกุลเงินต่างประเทศของธนาคารมีแนวโน้มเป็นลบ เนื่องจากยังมีความเสี่ยงของการปรับตัวลดลงทางเศรษฐกิจในปี 2553 ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อธนาคารในด้านคุณภาพสินทรัพย์ ผลการดำเนินงาน และอาจรวมถึงเงินกองทุน ปัจจัยที่ช่วยลดความเสี่ยงดังกล่าวได้แก่ระดับเงินกองทุนที่แข็งแกร่ง ซึ่งเมื่อรวมกับการบริหารงานและการสนับสนุนทั้งทางด้านการดำเนินงานและทางการเงินจาก GECIH น่าจะช่วยให้เครือข่ายการดำเนินงาน (franchise) ของธนาคารแข็งแกร่งขึ้นในระยะกลาง ภายหลังจากที่ธนาคารเข้าซื้อกิจการหลักของ GE Money (สินทรัพย์อยู่ที่ 79.6 พันล้านบาท) เป็นที่เรียบร้อยแล้ว คาดว่าสินเชื่อรายย่อยน่าจะอยู่ที่ประมาณ 40% ของสินเชื่อรวม BAY ก่อตั้งขึ้นในปี 2488 และเป็นธนาคารพาณิชย์ที่ใหญ่เป็นอันดับ 5 ของประเทศไทย โดยมีสาขาทั้งสิ้น 583 สาขา และมีส่วนแบ่งการตลาดทางด้านสินเชื่อและทางด้านเงินฝากอยู่ที่ 8.2% และ 7.4% ตามลำดับ ธนาคารมีบริษัทในเครือซึ่งดำเนินธุรกิจเช่าซื้อรถยนต์ ธุรกิจสินเชื่อบัตรเครดิต ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจบริหารกองทุน GECIH เข้ามาเป็นผู้ถือในสัดส่วน 29% ในเดือนมกราคม ปี 2550 และปัจจุบันเพิ่มเป็น 33% กลุ่มรัตนรักษ์มีสัดส่วนการถือหุ้นของธนาคารอยู่ที่ 25% เนื่องจากธนาคารมีส่วนแบ่งทางการตลาดของเงินฝากและสินเชื่อในสัดส่วนที่ค่อนข้างใหญ่ จึงมีความเป็นไปได้ที่ธนาคารจะได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลหากมีความจำเป็น

แหล่งที่มา
http://www.ryt9.com/s/iq05/612581/

คำถาม
1.อันดับเครดิตของธนาคารสะท้อนถึงอะไร
2.ปัจจัยอะไรที่ช่วยลดความเสี่ยงบ้าง
3. BAY ก่อตั้งขึ้นในปีอะไร และเป็นธนาคารพาณิชย์อันดับที่เท่าไรของประเทศไทย

วันอังคารที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

Gold Futures ซื้อขายมั่นใจ มีโอกาสทำกำไรบนราคาทอง

จัดทำบทความโดย น.ส. นภาพร พากเพียร เลขทะเบียน 5001103025

เรื่อง Gold Futures ซื้อขายมั่นใจ มีโอกาสทำกำไรบนราคาทอง
Gold Futures (โกลด์ฟิวเจอร์ส) หรือ สัญญาซื้อขายทองคำล่วงหน้า เป็นเครื่องมือที่ผู้ลงทุนสามารถใช้ทำกำไรได้ตามความคาดการณ์ที่มีต่อราคา ทองคำได้ทั้งในภาวะราคาทองขาขึ้นและราคาทองขาลง ด้วยคุณลักษณะเด่นที่สามารถซื้อก่อนขายหรือขายก่อนซื้อก็ได้ และใช้เงินลงทุนน้อย ประกอบกับราคาทองคำมีการเคลื่อนไหวที่ไม่สัมพันธ์กับราคาหุ้น โกลด์ฟิวเจอร์สจึงเป็นทางเลือกที่น่าสนใจในการทำกำไรและกระจายความเสี่ยงของ พอร์ตลงทุน ผู้ลงทุนสามารถซื้อขายโกลด์ฟิวเจอร์สได้ง่าย สะดวก ผ่านระบบซื้อขายอิเล็กทรอนิกส์ของตลาดอนุพันธ์ (TFEX) โดยมีบริษัท สำนักหักบัญชี (ประเทศไทย) จำกัด (TCH) เป็นผู้ประกันการชำระราคาจากการซื้อขาย และมีสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เป็นผู้กำกับดูแลการดำเนินงานของตลาดอนุพันธ์และบริษัทสมาชิก ผู้ลงทุนจึงมั่นใจได้ว่าในทุก ๆ การซื้อขายในตลาดอนุพันธ์ มีความโปร่งใสและเชื่อถือได้กำไรสองทาง ทั้งทองขึ้นทองลงโกลด์ฟิวเจอร์สช่วยเพิ่มความคล่องตัวให้กับผู้ลงทุนทําให้
สามารถซื้อขายทำกำไรได้ทั้งในภาวะราคาทองขาขึ้น และราคาทองขาลง โดยในการซื้อขายโกลด์ฟิวเจอร์ส จะไม่มีการส่งมอบทองคำจริงระหว่างคู่สัญญา แต่ใช้วิธีจ่ายชำระเงินตามส่วนต่างกำไรขาดทุนที่เกิดขึ้น เรียกว่า “การชำระราคาเป็นเงินสด”(Cash settlement) ผู้ลงทุนสามารถ “ซื้อก่อนขาย” หรือ “ขายก่อนซื้อ” ก็ได้ โดยกำไรขาดทุนที่เกิดขึ้นจะเท่ากับส่วนต่างระหว่างราคาขายและราคาที่ซื้อเอา ไว้ เช่น หากผู้ลงทุนคาดว่าราคาทองคำจะปรับตัวเพิ่มขึ้นก็สามารถซื้อโกลด์ฟิวเจอร์ส ไว้ก่อน และเมื่อราคาทองคำปรับตัวขึ้น ก็สามารถขายโกลด์ฟิวเจอร์สในภายหลังทำให้ได้กำไรเท่ากับส่วนต่างของราคาซื้อและขาย หรือในกรณีที่ผู้ลงทุนคาดว่าราคาทองจะปรับตัวลดลง ก็สามารถสั่งขายโกลด์ฟิวเจอร์สได้เลย แม้ว่าไม่เคยซื้อโกลด์ฟิวเจอร์สมาก่อน และเมื่อราคาทองปรับตัวลดลง ก็ค่อยซื้อโกลด์ฟิวเจอร์สในภายหลัง ทำให้ได้กำไรตามส่วนต่างของราคาขายและราคาซื้อ ทุกภาวะตลาด ทุกความคาดการณ์ คือโอกาสทำกำไรการซื้อขายโกลด์ฟิวเจอร์ส คือ การซื้อขายทองคำล่วงหน้า ราคาของโกลด์ฟิวเจอร์สจึงเป็นราคาทอง ที่ผู้ลงทุนคาดการณ์ในอนาคต จึงอาจจะแตกต่างจากราคาทองที่มีการซื้อขายและส่งมอบกันในปัจจุบัน (Gold Spot Price) ความคาดการณ์ราคาทองที่แตกต่างกันนี้ คือ โอกาสในการซื้อขายเพื่อทำกำไรจากโกลด์ฟิวเจอร์ส
การซื้อขายโกลด์ฟิวเจอร์สต่างจากการซื้อขายหุ้น และซื้อขายทองคำ ตรงที่โกลด์ฟิวเจอร์สเป็นสัญญาซื้อขายล่วงหน้า ผู้ลงทุนจึงไม่จำเป็นต้องจ่ายเงินทั้งจำนวน ผู้ลงทุนแค่เพียงวางเงินส่วนหนึ่งซึ่งมีมูลค่าประมาณ 1 ใน 10 ของมูลค่าสัญญาทั้งจำนวน ไว้กับโบรกเกอร์อนุพันธ์ก่อนส่งคำสั่งซื้อขายเพื่อเป็นเงินมัดจำ เรียกว่าเงินหลักประกันขั้นต้น (Initial Margin) ซึ่งการซื้อขายที่ใช้เงินลงทุนน้อยนี้ ทำให้ผู้ลงทุนมีโอกาสได้อัตราผลตอบแทนสูงเมื่อเทียบกับเงินทุน ซึ่งหากราคาทองคำสูงขึ้นจริง ผู้ลงทุนที่ซื้อโกลด์ฟิวเจอร์สก็มีโอกาสได้รับอัตราผลกำไรสูงกว่าการซื้อ ทองคำ
ในกรณีราคาทองขาลง ผู้ลงทุนที่ต้องการเก็งกำไรจากทองคำและมีทองคำอยู่ในมืออยู่แล้ว ก็สามารถเร่งขายทองคำในช่วงที่ราคาทองยังสูง และค่อยซื้อทองคำกลับคืนหลังจากราคาทองปรับตัวลดลง แต่สำหรับผู้ที่ไม่มีทองคำอยู่ในมือก็จะไม่สามารถใช้วิธีนี้สร้างทำกำไรได้ โกลด์ฟิวเจอร์สช่วยเพิ่มโอกาสทำกำไรโดยใช้ต้นทุนต่ำได้ เนื่องจากผู้ลงทุนสามารถวางเงินแค่หลักประกันขั้นต้น ก็สามารถทำการขายโกลด์ฟิวเจอร์สก่อน เพื่อทำกำไรในตลาดขาลง
ราคาซื้อขายโกลด์ฟิวเจอร์ส มาจากความคาดการณ์ราคาทองคำในอนาคตของผู้ลงทุน แม้ว่าจะไม่ใช่ราคาเดียวกับราคาทองคำที่ซื้อขายและส่งมอบในปัจจุบัน การซื้อขายโกลด์ฟิวเจอร์ส จึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการกระจายการลงทุนที่เรียกว่า การลงทุนเพื่อลดความเสี่ยงจากภาวะเงินเฟ้อได้ (Inflation Hedge) ซื้อขายง่าย สภาพคล่องสูง ราคาโปร่งใส
ข้อควรระวังในการซื้อขาย โกลด์ฟิวเจอร์สใช้เงินทุนน้อย เนื่องจากผู้ลงทุนไม่จำเป็นต้องจ่ายเงินทั้งจำนวนในการซื้อขาย ผู้ลงทุนเพียงแค่วางเงินประกันแค่ 1 ใน 10 ของมูลค่าสัญญา ดังนั้น หากผู้ลงทุนได้กำไร ก็จะเป็นอัตราส่วนที่สูงเมื่อเทียบกับเงินลงทุน แต่หากขาดทุนก็จะเป็นอัตราส่วนที่สูงเช่นเดียวกัน การเปลี่ยนแปลงของราคาทองคำและอัตราแลกเปลี่ยนก็เป็นปัจจัยที่ผู้ลงทุนควร คำนึงในการซื้อขายโดยปกติแล้วราคาทองคำจะเคลื่อนไหวสวนทางกับอัตราแลก เปลี่ยน ดังนั้น การเปลี่ยนแปลงของค่าเงินจึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ผู้ลงทุนควรติดตามให้ความสนใจนอกจากนี้ ฟิวเจอร์สมีอายุจํากัด ซึ่งแตกต่างจากหุ้นและทองคำจริงที่ไม่มีวันหมดอายุ หากผู้ลงทุนถือโกลด์ฟิวเจอร์สไปจนถึงวันครบอายุสัญญา ก็จะมีการปิดสถานะของสัญญาให้ผู้ลงทุนโดยอัตโนมัติ ผู้ลงทุนจะได้กำไรขาดทุนเท่ากับส่วนต่างระหว่าง ราคาที่ซื้อหรือขายฟิวเจอร์สไว้ และ ราคาที่ใช้ชำระราคาวันสุดท้าย ดังนั้นผู้ลงทุนจึงควรรู้จักระดับความเสี่ยงที่ตนเองยอมรับได้ก่อนตัดสินใจ ลงทุน และควรติดตามสถานะการลงทุนอย่างสม่ำเสมอ
ที่มา http://www.stargold4u.com/webboard/read.php?tid=11
คำถาม
1. Gold Futures (โกลด์ ฟิวเจอร์) คืออะไร
2. การซื้อขายโกลด์ฟิวเจอร์ต่างจากการซื้อขายหุ้นอย่างไร
3. ข้อควรระวังในการซื้อขายโกลด์ฟิวเจอร์คืออะไร

วันจันทร์ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

ฟิวเจอร์ส..ลงทุนในอนาคต

จัดทำบทความโดย น.ส.จรันยา ไตรยัญสุวรรณ เลขทะเบียน 5001103109

เรื่อง ฟิวเจอร์ส..ลงทุนในอนาคต
ฟิวเจอร์ส (Futures) หมายถึง สัญญาที่ผู้ซื้อและผู้ขายตกลงกันที่จะซื้อขายสินทรัพย์อย่างใดอย่างหนึ่งในอนาคต โดยได้ตกลงราคาและจำนวนไว้ตั้งแต่วันทำสัญญา ในศัพท์เทคนิค (ที่นักลงทุนใช้กันอยู่ทั่วไป) ผู้ที่ซื้อฟิวเจอร์ส เรียกว่ามีฐานะซื้อ หรือ Long Position ส่วนผู้ที่ขายฟิวเจอร์ส เรียกว่า Short Position ในตอนที่ทำสัญญา ก็แค่จ่ายเงินค่าสัญญา หรือจะเรียกว่า เงินมัดจำก็ได้ พอครบกำหนดสัญญา ผู้ขายก็เอาของมาส่ง ผู้ซื้อก็จ่ายเงินส่วนที่เหลือทั้งหมด
สินค้าส่วนใหญ่ที่ใช้เป็นสินทรัพย์อ้างอิง เดิมทีเดียวเริ่มต้นกันที่ พวกสินค้าเกษตร เพราะสมัยก่อนโน้น ควบคุมผลผลิตกันได้ยาก เลยต้องล๊อคกันไว้ล่วงหน้าด้วยสัญญาฟิวเจอร์ส ไม่ว่าจะเป็น ข้าวโพด ถั่วเหลือง เนย ไข่ แม้กระทั่ง เนื้อหมู แล้วต่อมาถึงได้มีสัญญาล่วงหน้าพวก เงินตราสกุลต่างๆ หรือพวกหุ้น สัญญาฟิวเจอร์สที่มีสินค้าเกษตรเป็นสินทรัพย์อ้างอิง เรียกกันว่า Commodity Futures Contract ส่วนสัญญาฟิวเจอร์สเกี่ยวกับเรื่องเงินๆทองๆ เรียกว่า Financial Futures Contract
ถ้าจะเทียบกับการซื้อขายหุ้น ที่คุณๆ รู้จักกันดี ก็อาจจะรู้สึกว่าคล้ายๆ กัน แต่เนื่องจากการซื้อขายฟิวเจอร์ส เป็นการทำสัญญา ดังนั้น การจ่ายเงินก็จ่ายแค่ค่าใบสัญญา การจ่ายเงินหรือที่เรียกแบบซีเรียสว่า การชำระราคาจึงต่างจากการซื้อหุ้น คือ ไม่ต้องจ่ายค่าซื้อขายเต็มจำนวน แต่จ่ายเงินมัดจำเพียงบางส่วนที่เรียกว่า เงินประกัน (Margin) เพื่อเป็นยันต์กันว่าคนซื้อคนขายจะไม่เบี้ยวจากสัญญาฟิวเจอร์สที่ทำไว้ เช่น 10% ของขนาดสัญญา เป็นต้น
แต่ไม่ได้จ่ายชำระค่าสินค้าทั้งหมดแบบหุ้น เงินประกันนี้เรียกเก็บจากทั้งคนซื้อและคนขาย เหมือนเป็นเงินมัดจำว่าผู้ลงทุนจะไม่เบี้ยว จากเงื่อนไขที่ตกลงกันไว้ โปรดสังเกตุนะครับว่า เรียกเก็บทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย เพราะอันนี้เป็นเรื่องการทำสัญญากันล้วนๆ ไม่เกี่ยวกับบริษัทจดทะเบียนหรือ Underlying Assets อะไรทำนองนั้นแต่อย่างใด
นอกจากนี้ ในการซื้อขายหุ้น ไม่ต้องคำนวณกำไรขาดทุน เพื่อเรียกเงินเพิ่มหรือจ่ายกำไรในแต่วัน แต่จะรับรู้กำไรขาดทุน เมื่อขายหุ้นออกไปเท่านั้น แต่สำหรับการซื้อขายฟิวเจอร์ส จะคล้ายๆกับการซื้อขายหุ้นด้วยระบบมาร์จิ้น เพราะในแต่ละวัน ราคาฟิวเจอร์สมีการเปลี่ยนแปลงไป จึงต้องมีการคำนวณกำไรขาดทุนทั้งของคนซื้อและคนขาย และดูว่าเงินประกันที่่วางไว้นั้นเพียงพอหรือไม่ ถ้าไม่พอก็เรียกเก็บเพิ่ม โดยในทุกๆวัน ทั้งสำนักหักบัญชีและโบรกเกอร์จะคำนวณกำไรขาดทุนของ คนซื้อคนขาย เพื่อดูว่าต้องเรียกเงินประกันเพิ่มจากคนที่ขาดทุนหรือไม่
ถ้าขาดทุนจนไม่ไหวแล้ว ก็เอาเงินมาเพิ่ม ส่วนคนที่ได้กำไร ก็อาจขอถอนเงินไปใช้ก็ได้ ซึ่งขั้นตอนที่มีการคำนวณให้ทุกวันว่า กำไรขาดทุนอยู่เท่าไหร่ โดยคำนวณ จากราคาที่กำหนดในสัญญากับราคาจริงๆของหลักทรัพย์ นี้เรียกว่า Mark to Market ซึ่งเป็นกลไกป้องกันความเสี่ยงจากอาการดินพอกหางหมู เพราะรับจ่ายกันทุกวัน ไม่ต้องติดค้างไม่ต้องจ่ายเต็มจำนวนเหมือนเวลาซื้อหุ้น ส่วนขั้นตอนในเวลาที่จะซื้อขายฟิวเจอร์สที่เป็นรูปธรรมนั้น มีกระบวนการไม่ต่างไปจากการซื้อขายหุ้น คือ เปิดบัญชี และส่งคำสั่งซื้อขายผ่านโบรกเกอร์ นั่นเองครับ
คุณๆ ก็อาจสงสัยว่า แล้วพอครบกำหนดสัญญาที่ว่า จะมีการขนของมาส่งให้กันจริงๆหรือ อย่างเช่น ที่เราอ่านข่าวเมืองนอก ว่ามีการซื้อขายสัญญาล่วงหน้าทองคำ จะเอาทองคำขนกันมาอย่างไร เพราะฟิวเจอร์สมีการกำหนดวันหมดอายุชัดเจน หากถึงวันแล้ว ถ้ายังถือฟิวเจอร์สไว้ ผู้ซื้อก็ต้องมารับมอบและจ่ายเงินค่าสินค้าที่เหลือ (ซึ่งเป็นจำนวนเงินมหาศาล) ส่วนผู้ขายก็ต้องมาส่งมอบและรับเงินค่าสินค้าตามที่ตกลงไว้ (ซึ่งก็เป็นของปริมาณมหาศาลเหมือนกัน)
แต่ถ้าไม่อยากมีภาระผูกพันไปจนถึงวันนั้น ซึ่งส่วนใหญ่จะปฏิบัติกัน สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ คนที่เป็นคนขายฟิวเจอร์ส ก็จะไปซื้อฟิวเจอร์สอีกอันหนึ่ง เพื่อเอามาล้างภาระที่จะทำตามเงื่อนไข ส่วนคนที่ซื้อฟิวเจอร์ส ก็สามารถล้างฐานะได้ด้วยเหมือนกัน ด้วยการขายฟิวเจอร์สออกไป เรียกว่า จับแพะชนแกะ เอ๊ย Offset Position ..งงไหมครับ ว่า อ้าว ! แล้วมันบริหารความเสี่ยงอย่างไรหรือกำไรขาดทุนตรงไหน ก็ตรงส่วนต่างระหว่างราคาที่ไป Offset นั่นแหละครับ พอล้างไปแล้ว ถ้าฟิวเจอร์สที่เราซื้อมามีราคาถูกกว่า ก็ได้กำไร แล้วก็กำไรนั่นแหละไปหักกลบกับราคาค่างวดที่เกิดขึ้นจริง
ถ้าจะยกตัวอย่างของการซื้อขายฟิวเจอร์สกับการลงทุนในตลาดหุ้น ดูกรณีแรกก่อนนะครับ ถ้าเป็นการซื้อขายฟิวเจอร์สเพื่อ ลดความเสี่ยงในการลงทุน เช่น คุณๆที่มีพอร์ตการลงทุนอยู่ แต่กลัวหุ้นตก (แค่กลัวนะครับ ถ้าเชื่อมั่น ก็ขายหุ้นเถอะครับ ไม่ต้องมาเทรดฟิวเจอร์ส) ก็สามารถเลือกที่จะ ? ขายฟิวเจอร์สหุ้น ? เมื่อราคาหุ้นถึงระดับที่คาดว่าจะตก คราวนี้ ถ้าหุ้นตกจริง แทนที่จะขาดทุนในพอร์ตอย่างเดียว (เพราะถือเอาไว้ ไม่ได้ขาย) ก็จะมีกำไรจากการ Offset Position ของสัญญาฟิวเจอร์ส
เนื่องจาก ทำสัญญาว่าจะขายหุ้นให้ พอถึงเวลา หุ้นที่สัญญาไว้มีราคาถูกลง ก็เหมือนสัญญาว่าจะส่งของให้แพงๆ แต่พอถึงวันส่งของ ของถูกลงก็ใช้เงินน้อยลงมาซื้อใช้ให้แหละครับ รวมเบ็ดเสร็จผลสุดท้าย ก็เลยได้ลดความเสี่ยงในการลงทุน เพราะสามารถ นำกำไรจากฟิวเจอร์สมาชดเชยกับผลขาดทุนของหุ้นที่มีอยู่ นั่นเอง
อีกด้านหนึ่ง ถ้าจะมองถึง การลงทุนในฟิวเจอร์สเพื่อหากำไร ก็สามารถทำได้เหมือนกัน เช่น ถ้าคุณเชื่อว่าหุ้นจะขึ้น แทนที่จะไปซื้อหุ้น ซึ่งต้องใช้เงินเต็มมูลค่าของราคาหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ ก็เข้าไปซื้อฟิวเจอร์สหุ้นแทน หรือขายฟิวเจอร์สหุ้นเมื่อคาดว่าหุ้นจะตก ซึ่งเป็นการลงทุนที่ทำได้ง่ายและมีต้นทุนต่ำ เพราะจ่ายเพียงเงินประกันบางส่วน แต่ไม่ต้องจ่ายชำระค่าสินค้าทั้งหมดแบบการซื้อหุ้น เพราะเราซื้อขายกันที่สัญญาเท่านั้น เลยได้ประโยชน์ตรงตัวทวีคูณของจำนวน
เช่น ถ้ามีกำหนดวางเงินประกันที่ 10% ของ ขนาดสัญญา ก็แปลว่า ใช้เงินแค่หนึ่งในสิบที่ควรจะเป็นเท่านั้น หรือมองแบบเข้าข้างตัวเอง (และเก็งกำไรหน่อยๆ) ก็เหมือนมีเงินเพิ่มขึ้น เป็น 10 เท่า นั่นแหละครับ
คำถาม
1.ฟิวเจอร์สหมายถึงอะไร
2.สินค้าส่วนใหญ่ที่ใช้เป็นสินค้าอ้างอิงแต่เดิมเริ่มต้นที่สินค้าอะไร เพราะอะไร
3.การคำนวณว่ามีกำไรขาดทุนอยู่เท่าไหร่คำนวณจากอะไร