จัดทำโดย นางสาว ชลาลัย เขมะอินธิชัย ID 5001103011
ธปท. ยันใช้นโยบายการเงินผ่อนคลายประคับประคองเศรษฐกิจไทยที่ยังฟื้นตัวเปราะบาง ระบุยังไม่มีความจำเป็นต้องขึ้นดอกเบี้ยนโยบายแม้ธนาคารกลางต่างประเทศจะ เริ่มปรับขึ้น วันนี้(15 ก.ย.) นางธาริษา วัฒนเกส ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวเปิดงานสัมมนาวิชาการประจำปี 2552 ของธนาคารแห่งประเทศไทยให้หัวข้อ “รับมือวิกฤตเศรษฐกิจโลก มองอนาคตเศรษฐกิจไทย” ว่า ในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา มาตรการทางการเงิน และการคลังของทั่วโลกทำให้เศรษฐกิจโลกเห็นสัญญาณการทรงตัว และในประเทศไทยตัวเลขที่ดิ่งลงอย่างรุนแรงในช่วงที่ผ่านมาได้ปรับตัวดีขึ้น บางแล้ว แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า เศรษฐกิจไทย ได้ผ่านจุดต่ำสุดของเศรษฐกิจมาแล้ว แต่ต้องยอมรับว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย และเศรษฐกิจโลกยังคงเปราะบาง และมีความเสี่ยงในช่วงต่อไปในหลายเรื่อง “สำหรับความเสี่ยงที่จะต้องระวังเพื่อประคับประคองให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ไทยเกิดขึ้นได้ต่อเนื่อง คือ การเร่งการใช้จ่าย และการลงทุนในโครงการต่างๆ ของรัฐบาลที่เป็นเครื่องมือหลักในการสร้างอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจในขณะ นี้ จะต้องมีการบริหารจัดการให้ลงทุนได้ตามเวลาที่กำหนด เพื่อดึงดูดการลงทุนภาคเอกชนที่ยังคงขยายตัวต่ำมากในช่วงที่ผ่านมาให้ปรับ ตัวดีขึ้น ดังนั้น จึงต่อเนื่องไปถึงเสถียรภาพทางการเมืองของประเทศ และการรับมือต่อการชุมนุมกรณีต่างๆ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญที่กำหนดว่า รัฐบาลจะดำเนินมาตรการในการกระตุ้นเศรษฐกิจต่อไปได้อย่างไร” ผู้ว่าการธปท. กล่าวนางธาริษา กล่าวต่อว่า ในส่วนของการดำเนินนโยบายการเงินในช่วงต่อไป เพื่อที่จะช่วยประคองเศรษฐกิจที่ยังคงเปราะบางนั้น ธปท.ยังคงดูแลต่อเนื่อง ทั้งในส่วนของนโยบายอัตราดอกเบี้ย นโยบายอัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินบาท และการอำนวยความสะดวกในเรื่องสภาพคล่องทางการเงิน และช่องทางในการกระจายสินเชื่อของสถาบันการเงิน เมื่อพิจารณาจากสภาพคล่องของระบบการเงิน และอัตราเงินเฟ้อที่ยังไม่มีแนวโน้มที่จะปรับตัวสูงขึ้น คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) คงยังไม่มีความจำเป็นที่จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายในเร็วๆ นี้ แม้ธนาคารกลางต่างประเทศได้เริ่มปรับขึ้นกันบ้างแล้ว โดยอัตราดอกเบี้ยต่ำ ยังคงเอื้อต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจในระยะต่อไปขณะเดียวกัน ธปท.ยังคงดูแลค่าเงินบาทอย่างต่อเนื่อง โดยที่ผ่านมา แม้ว่าจะพิจารณาเทียบกับค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯค่าเงินบาทอาจจะแข็งค่าต่อ เนื่อง ซึ่งเป็นการเกิดขึ้นจากการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดสูงมากกว่า 1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ ในขณะที่การส่งออกขยายตัวติดลบ แต่การนำเข้าติดลบมากกว่า เพราะไม่มีการลงทุนใหม่ หรือการเพิ่มการสั่งซื้อวัตถุดิบ ผู้ว่าการธปท. กล่าวอีกว่า หากพิจารณาจากดัชนีค่าเงินบาทที่แท้จริง (NEER) ที่เป็นตัวชี้ความสามารถในการแข่งขันทางการค้าของประเทศ ค่าเงินบาทยังคงเกาะกลุ่มกับประเทศคู่แข่ง และธปท.จะดูแลให้เป็นเช่นนี้ต่อไป นอกจากนั้น หากในช่วงต่อไป การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก และเศรษฐกิจไทยเกิดขึ้นได้ต่อเนื่อง ขณะที่นโยบายการใช้จ่าย และการลงทุนของรัฐบาลทำได้ตามเป้า และมีการลงทุนของภาครัฐนำ ส่งผลให้มีการลงทุนของภาคเอกชนตามมา การนำเข้าจะเพิ่มขึ้น การเกินดุลบัญชีเดินสะพัดจะน้อยลง ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อค่าเงินบาทในระยะต่อไป
http://www.thairath.co.th/content/eco/33165
คำถาม
1."ธปท." ย่อมาจากคำว่าอะไร
2."neer" คืออะไร
3."ธปท." กล่าวเปิดงานสัมมนาในหัวข้อเรื่องอะไร
วันอังคารที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2552
สมัครสมาชิก:
ส่งความคิดเห็น (Atom)
คำตอบ คือ
ตอบลบ1.ธนาคารแห่งประเทศไทย
2.ดัชนีค่าเงินบาทที่แท้จริง
3.รับมือวิกฤตเศรษฐกิจโลก มองอนาคตเศรษฐกิจไทย
น.ส.จิราวรรณ บุญประสงค์ เลขทะเบียน 5001103046
คำตอบ คือ
ตอบลบ1.ธนาคารแห่งประเทศไทย
2.ดัชนีค่าเงินบาทที่แท้จริง
3.รับมือวิกฤตเศรษฐกิจโลก มองอนาคตเศรษฐกิจไทย
น.ส.เกศรินทร์ คำน้อย เลขทะเบียน 5001103021
คำตอบ คือ
ตอบลบ1.ธนาคารแห่งประเทศไทย
2.ดัชนีค่าเงินบาทที่แท้จริง
3.รับมือวิกฤตเศรษฐกิจโลก มองอนาคตเศรษฐกิจไทย
น.ส.วาสินี สำเภา เลขทะเบียน 5001103119
1.ธนาคารแห่งประเทศไทย
ตอบลบ2.ดัชนีค่าเงินบาทที่แท้จริง
3.รับมือวิกฤตเศรษฐกิจโลก มองอนาคตเศรษฐกิจไทย
นายฉัตร์ เอี่ยมภักดี 5001103102
นายนพนนท์ บุษปานนท์ 5001103112
นางสาวกาญจนา ภูมิกิตติสวัสดิ์ 500113003
1.ตอบ ธนาคารแห่งประเทศไทย
ตอบลบ2.ตอบ ดัชนีค่าเงินบาทที่แท้จริง
3.ตอบ รับมือวิกฤตเศรษฐกิจโลก มองอนาคตเศรษฐกิจไทย
น.ส.อนงค์พร รัชตธีรวัฒน์ 4902100363
1.ธนาคารแห่งประเทศไทย
ตอบลบ2.ดัชนีค่าเงินบาทที่แท้จริง
3.รับมือวิกฤตเศรษฐกิจโลก มองอนาคตเศรษฐกิจไทย